
ถึงคราวเอสเอ็มอีบ้าง
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์รัฐบาลสมัยไหนๆ ก็มุ่งช่วยเอสเอ็มอีกันมาตลอดแม้แต่รัฐบาลนี้ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าเอสเอ็มอีเป็นฟันเฟืองที่สำคัญทางเศรษฐกิจฟันเฟืองหนึ่ง และเอสเอ็มอีไทยนั้นมีประมาณเกือบ 3 ล้านราย ครอบคลุมทั้งการผลิตสินค้า บริการ และค้าส่งสินค้าปลีก ปัจจุบันมีล้มหายตายจากไปมาก เกิดขึ้นใหม่ก็มี แต่จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เอสเอ็มอีไทยคิดเป็น 98% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 11.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
รัฐบาลสมัยไหนๆ ก็มุ่งช่วยเอสเอ็มอีกันมาตลอดแม้แต่รัฐบาลนี้ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าเอสเอ็มอีเป็นฟันเฟืองที่สำคัญทางเศรษฐกิจฟันเฟืองหนึ่ง และเอสเอ็มอีไทยนั้นมีประมาณเกือบ 3 ล้านราย ครอบคลุมทั้งการผลิตสินค้า บริการ และค้าส่งสินค้าปลีก ปัจจุบันมีล้มหายตายจากไปมาก เกิดขึ้นใหม่ก็มี แต่จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เอสเอ็มอีไทยคิดเป็น 98% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 11.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
นอกจากนี้ มีการประมาณการกันว่าผลผลิตของเอสเอ็มอีมีประมาณ 40% ของจีดีพีของไทย และเฉพาะการจ้างงานของเอสเอ็มอีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4.2 ล้านล้านบาท นี่แหละทุกรัฐบาลจึงตระหนักดีและชูธงช่วยเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีมีทั้งที่อยู่นอกระบบและในระบบ ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานเดียวกันระบุว่า เอสเอ็มอีเกือบ 3 ล้านรายนั้น มีอยู่ในระบบ 1.9 ล้านราย ที่เหลืออยู่นอกระบบ ซึ่งแน่นอนว่าเอสเอ็มอีโดยทั่วไปจะมีปัญหาใหญ่คือ การขาดแหล่งเงินทุนที่จะมาพัฒนาธุรกิจและขยายกิจการ ยิ่งเป็นเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบ ซึ่งไม่สามารถแสดงบัญชี ไม่สามารถบันทึกรายรับ รายจ่าย หรือไม่สามารถยืนยันการชำระภาษีได้ ย่อมมีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนมากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เอสเอ็มอีขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาสินค้า บริการ หรือธุรกิจ ขาด ไอเดียใหม่ๆ และขาดการวิวัฒนาการตนเองให้ทันกับการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยจะเป็น IOT (Internet of Things) และ Thailand 4.0
ดังนั้น ข่าวที่กรมสรรพากรจะมีการลงโทษเอสเอ็มอีที่ทำใบแวตปลอมจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้เอสเอ็มอีดำเนินการให้ถูกต้อง แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าความเข้มงวดนั้นจะไปตกอยู่กับ เฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบเท่านั้นหรือไม่ แล้วจะทำอย่างไรกับเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบ เอสเอ็มอีเหล่านี้นานๆ ครั้งจะถูกกวาดต้อนมาอบรมสักครั้งตั้งแต่การเขียนแผนธุรกิจไปจนถึงการทำบัญชี แต่ก็มีไม่มากนักที่เข้าสู่ระบบ
บางคนบอกให้ปล่อยเอสเอ็มอีนอกระบบไปก่อนเอาแค่ในระบบฝนก็ตกยังไม่ทั่วฟ้า เช่น นโยบายที่รัฐบาลวางไว้เกี่ยวกับเรื่องของซอฟต์โลน บางครั้งกำหนดให้ปล่อยกู้เพื่อเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร แต่เอสเอ็มอีในประเทศไทยนั้นมีทั้งการผลิตสินค้า บริการ และค้าส่งค้าปลีก จึงเสมือนให้กับเฉพาะผู้ผลิตสินค้าเท่านั้น ขณะที่เอสเอ็มอีที่เติบโตได้ไม่แพ้กันคือ ค้าส่ง ค้าปลีก และบริการ ยังไม่ได้รับอานิสงส์นี้
นอกจากนี้ บรรยากาศในการลงทุนปีที่ผ่านๆ มาก็ไม่เอื้ออำนวยให้เอสเอ็มอีขยายกิจการ เพิ่งจะเริ่มส่งสัญญาณในปี 2560 นี้ และน่าจะมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของเอสเอ็มอีในปี 2561 แต่ในปี 2560 นี้ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือกับเอสเอ็มอีอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในแง่งบประมาณ ทั้งที่ผ่านมาการให้ความช่วยเหลืออยู่ในระดับไม่มากนัก เพียงหลักหมื่นล้าน เมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ
อาจเป็นไปได้ว่ารัฐบาลได้ตั้งกรรมการและอนุกรรมการ ประชารัฐที่รับผิดชอบทางด้านเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ จึงรอความเป็นรูปธรรมของข้อเสนอต่างๆ อยู่ แต่เท่าที่ทราบน่าจะได้จัดทำข้อเสนอให้กับรัฐบาลแล้วเมื่อต้นปีนี้เอง และประเด็นหนึ่งคือความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล ถึงแม้ว่าภาคเอกชนจะพร้อมให้ความช่วยเหลือ มีการสร้างกลไกที่จะให้เอกชนเข้าไปช่วยได้ในรูปของการสร้างรูปแบบทางธุรกิจ การมีนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ในด้านของเม็ดเงิน โดยเฉพาะซอฟต์โลน รัฐบาลคงจะต้องจ่ายสมทบอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ทั้งในรูปแบบของข้าว อาหาร ของขบเคี้ยว ที่มีคล้ายๆ กันไปหมด จนอุปทานสูงกว่าอุปสงค์และราคาก็ตกลง จนทำให้เอสเอ็มอีจำนวนมากล้มหายตายจากไป ยิ่งเมื่อเจอกับปัญหาแรงงานต่างด้าว ยิ่งเป็นปัญหาหนักที่ต้องปิดตัวลง ทั้งที่เป็นภาคการผลิตสินค้า และภาคบริการ (ร้านอาหาร) ก็ยิ่งต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่มีบทเฉพาะกาลในกฎหมาย แต่ควรจะมีการจัดกระบวนการให้โปร่งใส ปราศจากการเรียกสารพัดค่าใช้จ่ายที่ทำให้ต้นทุนของเอสเอ็มอีสูงขึ้น
กฎหมายนั้นดี การเคร่งครัดใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องดี ทั้งเรื่องภาษี แวต และเรื่องการลงทะเบียนแรงงาน แต่ต้องมีการติดตามตรวจสอบกระบวนการใช้กฎหมายให้โปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ใช่การมอบเครื่องมือในการรีดไถให้กับข้าราชการบางส่วนอีกเครื่องมือหนึ่ง เพราะนอกจากจะไม่เป็นการช่วยเอสเอ็มอีแล้ว ยังเป็นเสมือนแส้ที่หวดเอสเอ็มอีลงไปซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วเอสเอ็มอีจะเติบโตเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร n







