
ธุรกิจต้องโปร่งใส (คอลัมน์ "โลกธุรกิจ" ค่ะ)
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลความกังวลเรื่องหนี้สินรุงรังในประเทศที่ทะลุ 250% ของจีดีพี หรือความเสี่ยงของเสถียรภาพในตลาดเงินตลาดทุน หรือจะเพื่อเตรียมปูทางให้การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ช่วงปลายปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นไร้เรื่องขัดเคืองใจให้มากที่สุด ที่สุดแล้วรัฐบาลจีนก็ได้เริ่มหันกระบี่จ่อเข้าใส่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในประเทศที่มี "ผลงานเตะตา"มาตลอดตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลความกังวลเรื่องหนี้สินรุงรังในประเทศที่ทะลุ 250% ของจีดีพี หรือความเสี่ยงของเสถียรภาพในตลาดเงินตลาดทุน หรือจะเพื่อเตรียมปูทางให้การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ช่วงปลายปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นไร้เรื่องขัดเคืองใจให้มากที่สุด ที่สุดแล้วรัฐบาลจีนก็ได้เริ่มหันกระบี่จ่อเข้าใส่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในประเทศที่มี "ผลงานเตะตา"มาตลอดตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
ผลงานเตะตาที่ว่านี้ก็คือ การประกาศศักดาเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะดีลระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมการผลิตหรือบริการที่เปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจนก็ไม่น่ามีปัญหามากนัก เพราะรัฐบาลพอมองเห็นได้ถึงที่มาที่ไปของธุรกิจรวมถึงเงินทุน
แต่บริษัทบางรายที่ถูกจับตานี้กลับเข้าข่าย "ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนพอ" โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นโฮลดิ้งส์แบบ Conglomerate หรือมีธุรกิจหลากหลายประเภท และมีฐานะเป็นเหมือนบริษัทลงทุนมากกว่า คือไม่ได้ผลิตหรือทำกิจการนั้นๆ เอง แต่เอาเงินไปลงในกิจการหลากประเภท
หนึ่งในตัวอย่างนี้ก็คือ "เอชเอ็นเอ กรุ๊ป" (HNA) บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 มีสำนักงานใหญ่ที่ไหโขว่ เมืองท่าสำคัญในมณฑลไห่หนาน หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า เกาะไหหลำ แต่เพราะความที่เป็นบริษัทเอกชน จึงไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าเจ้าของเงินที่ แท้จริงของบริษัท เป็นใครกันแน่
หลังจากที่ถูกกดดันและถึงขั้นมีข่าวลบว่าถูกรัฐกดดันให้แบงก์ตัดท่อน้ำเลี้ยงเลิกปล่อยกู้ ทำให้บริษัทต้องออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ว่า โครงสร้างที่แท้จริงของบริษัทอยู่ภายใต้มูลนิธิ 2 แห่งชื่อ ซีฮัง ที่ถือหุ้นใหญ่ 52% ส่วนหุ้นอีก 47.5% ถือครองโดยผู้บริหารของบริษัทเอง 12 ราย และหุ้นส่วนที่เหลือถือโดยบริษัท ไห่หนาน แอร์ไลน์ส โฮลดิ้งส์
มูลนิธิ 2 รายที่ว่านี้ซึ่งแยกกันโดยมีสำนักงานอยู่ในนิวยอร์ก (เพิ่งจดทะเบียนตั้งขึ้นเมื่อไม่นานนี้) และที่ ไห่หนานอีกที่หนึ่ง ถือเป็นตัวละครใหม่ เพราะตามข้อมูลที่เอชเอ็นเอเคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นนักลงทุนจีนรายหนึ่งซึ่งแทบไม่มีที่มาที่ไปเช่นกัน
ลำพังโครงสร้างลึกลับซับซ้อนของบริษัทแค่ไม่กี่บริษัทคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลลุกขึ้นมาจัดการ แต่เพราะเอชเอ็นเอเป็นถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่ผงาดขึ้นเป็นบริษัทใหญ่อันดับ 353 ในการจัดอันดับ 500 บริษัทของนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อปี 2016 และยังเป็นเศรษฐีกระเป๋าหนักที่ขนเงินออกไปช็อปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่แล้ว แถมไม่ได้ซื้อแค่กิจการจิ๊บจ๊อย แต่ซื้อหุ้นระดับธนาคารดอยช์แบงก์มาแล้ว
และอีกดีลใหญ่ที่ยังไม่ลงตัวเพราะอยู่ระหว่างการอนุมัติของคณะกรรมการกำกับดูแลในสหรัฐก็คือ การซื้อบริษัท เฮดจ์ฟันด์ สกายบริดจ์ แคปปิตอล ต่อจาก "แอนโทนี สการามุชชี" โฆษกทำเนียบขาวคนหมาดๆ ของสหรัฐที่มาแทน ฌอน สไปเซอร์ และคาดว่าอาจถูกจับจ้องโจมตีเรื่องดีลกับเอชเอ็นเอครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ความโปร่งใสจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จีนกำลังเร่งจับตา และถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ควรเรียนรู้และให้ความสำคัญเช่นกัน







