
ลงทุนอย่างไรในครึ่งปีหลัง
นายวิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินเมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสดู VDO Link ของงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย บล.ภัทร ถึงภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีแรก ทำให้ย้อนนึกถึงสิ่งที่ได้เคยเขียนแนะนำท่านผู้อ่านไปเมื่อตอนต้นปีเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในปี 2560 ในครั้งนี้จะขอประเมินให้เห็นว่า ผลการลงทุนในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง
นายวิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสดู VDO Link ของงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย บล.ภัทร ถึงภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีแรก ทำให้ย้อนนึกถึงสิ่งที่ได้เคยเขียนแนะนำท่านผู้อ่านไปเมื่อตอนต้นปีเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในปี 2560 ในครั้งนี้จะขอประเมินให้เห็นว่า ผลการลงทุนในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง
ประโยคหนึ่งที่ยังคงใช้ได้อยู่เสมอคือ "หุ้นชอบเศรษฐกิจดี ตราสารหนี้ชอบเศรษฐกิจแย่" ซึ่งหากมองย้อนไปตั้งแต่ต้นปี สหรัฐก็ยังคงเป็นตัวชูโรงในการดึงเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวขึ้น และตลาดหุ้นทั่วโลกก็ได้รับอานิสงส์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยหุ้นทั่วโลกเกือบทุกตลาดให้ผลตอบแทนเป็นบวกและมีผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 12% หุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 18%
ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 4.7% ในครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจยังคงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ผลกำไรของบริษัทจึงยังออกมาไม่ดีตามแผนที่คาดการณ์ อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ปีที่แล้วนั้น หุ้นไทยของเราให้ผลตอบแทนมากถึง 20% จึงทำให้ใน ปีนี้ หุ้นไทยอาจจะมีความหวือหวาน้อยลงบ้าง ส่วนของตลาดตราสารหนี้ครึ่งปีแรกนั้นทั้งตราสารหนี้ไทยและตราสารหนี้สหรัฐ ต่างได้รับแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุในไตรมาสแรก แต่ช่วงปลายไตรมาสที่สอง อัตราผลตอบแทนปรับลดลงอย่างรวดเร็วมาจากความกังวลในเรื่องของเงินเฟ้อสหรัฐที่ชะลอตัวลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเห็นว่าแม้เฟดจะประกาศแผนการลดขนาดงบดุลออกมา ซึ่งถือเป็น Policy Normalization แต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นตัวให้กับตลาด เท่าไรนัก
สินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอัตราดอกเบี้ยอย่าง Property Fund และ REITs จากที่ผมเคยให้มุมมองว่าควรระมัดระวังในการลงทุนนั้น ใน ครึ่งปีแรกให้ผลตอบแทนติดลบแล้วกว่า 3.3% ในขณะที่ทองคำยังมี ความน่าสนใจเมื่อยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ โดยนับตั้งแต่ต้นปีนั้น ทองคำให้ผลตอบแทนประมาณ 8.8% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนหน้า แต่สิ่งที่แตกต่างจากมุมมองที่ผมและนักวิเคราะห์หลายท่านเคยให้ไว้คือ ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นแม้สหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วก็ตาม โดยแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 33.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี และปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 35.8 บาท/ดอลลาร์ เมื่อสิ้นปี 2559 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลโดยเฉลี่ยถึง 4,000 ล้านดอลลาร์/เดือน และอีกส่วนจากกระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหล เข้ามายังตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาท เป็นตัวช่วยลดความกังวลว่าโอกาสของเงินทุนที่จะไหลออกอย่างรุนแรงนั้นคงมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทในระดับปัจจุบันอาจจะเป็น Market Overreact ส่วนหนึ่ง เพราะหากมองโดยพื้นฐาน ค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลังก็น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 34-35 บาท/ดอลลาร์ เท่านั้น
สินทรัพย์ที่ดูน่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยรวมแล้วการลงทุนในหุ้นก็ยังคงโดดเด่นครับ แต่อาจต้องมองการลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่เนื่องจากดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและทำจุดสูงสุดใหม่หลายรอบ จึงอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังหากเลือกซื้อกองทุนที่ลงทุนในหุ้นประเทศสหรัฐเช่นกัน สำหรับฝั่งยุโรปก็เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นทั้งในเรื่องของการเมืองและนโยบายการเงิน รวมถึงเศรษฐกิจที่เริ่มค่อยฟื้นตัวในลักษณะเดียวกับสหรัฐเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นตลาดที่น่าเข้าไปลงทุน กองทุนที่ลงทุนในหุ้นประเทศแถบยุโรปจึงมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยราว 10%
สำหรับตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังนั้น เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวม แม้จะกระเตื้องขึ้นบ้างและตลาดหุ้นในครึ่งปีแรกปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดอื่น ทำให้ราคาโดยรวมเริ่มถูกลงแล้ว แต่ตลาดโดยรวมอาจจะยังมีความน่าสนใจไม่มากนัก ดังนั้น การลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในภาพรวมของตลาด เช่น กองทุน SET50 กองทุน SET100 หรือกองทุน ETF จึงมีความน่าสนใจน้อยกว่าการลงทุนในกองทุนที่เน้นเสาะหาโอกาสการลงทุนในหุ้นรายตัว (Bottom Up Approach) ที่มีปัจจัยบวกเป็นพิเศษ เช่น มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ หรือได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการ ภาครัฐต่างๆ ตลอดจนหุ้นที่มี Business Model ที่สอดรับกับอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
สำหรับตราสารหนี้ การกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกู้ที่มีอายุยาวขึ้น เช่น อายุประมาณ 3 ปี น่าจะช่วยเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ดีขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอาจไม่สามารถปรับขึ้นได้เร็วอย่างที่ คาดการณ์ไว้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังสามารถยืนอยู่ในระดับเดิมต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ ควรหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ที่คุณภาพต่ำเนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการผิดนัดชำระตั๋วเงินหลายกรณี ทางที่ดีไม่ควรลงทุนในตราสารหนี้ที่อันดับเครดิตต่ำกว่า BBB+ ไปก่อนสักระยะหนึ่ง ในส่วนของ Property Fund และ REITs ที่มีการปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว จึงอาจจะแบ่งเงินเข้าลงทุนเพิ่มได้บ้าง แต่ต้องเลือกลงทุนเฉพาะกองทุนที่มีสินทรัพย์คุณภาพดีและสามารถปรับค่าเช่าได้ตามอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ส่วนผู้ที่ไม่อยากรับความเสี่ยงของหุ้นรายตัว หรือไม่มีความชำนาญด้านการลงทุน ก็อาจจะพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนรวมตามวัตถุประสงค์หรือตามประเภทสินทรัพย์ที่ต้องการ โดยธนาคารออมสินเองก็มีบริการรับดำเนินธุรกรรมเกี่ยวกับกองทุนรวม ซึ่งเรามีพันธมิตรเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนถึง 11 แห่ง โดยมีกองทุนทุกประเภทให้ผู้ที่สนใจลงทุนได้เลือกลงทุนได้ตามวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ และเรามีพนักงานพร้อมให้คำปรึกษากับท่านตั้งแต่เริ่มต้นได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาครับ







