posttoday
สหรัฐเครื่องแผ่ว โลกลดพึ่งพา

สหรัฐเครื่องแผ่ว โลกลดพึ่งพา

23 กรกฎาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์หลังผ่านไปแล้ว 6 เดือน สำหรับการครองตำแหน่งประธานาธิบดีของนักธุรกิจฝีปากกล้า "โดนัลด์ ทรัมป์"ผู้สร้างจุดเปลี่ยนให้กับทั่วโลกด้วยนโยบาย "อเมริกามาก่อน" และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยการตั้งเป้าหมายการขยายตัวเอาไว้สูงถึง 3% เมื่อเทียบกับการขยายตัว 1.6% เมื่อตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

หลังผ่านไปแล้ว 6 เดือน สำหรับการครองตำแหน่งประธานาธิบดีของนักธุรกิจฝีปากกล้า "โดนัลด์ ทรัมป์"ผู้สร้างจุดเปลี่ยนให้กับทั่วโลกด้วยนโยบาย "อเมริกามาก่อน" และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยการตั้งเป้าหมายการขยายตัวเอาไว้สูงถึง 3% เมื่อเทียบกับการขยายตัว 1.6% เมื่อตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา

นโยบายของทรัมป์ประกอบไปด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล ซึ่งให้สัญญาเอาไว้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) การปฏิรูปภาษีและการลดการกำกับดูแลภาคเอกชน ที่จะช่วยให้เอกชนมีเงินในมือมากขึ้นและนำกลับมาใช้สำหรับการลงทุน ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านั้นยังไม่มีวี่แววจะออกมาบังคับใช้จริง และยังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เรียกว่า "ความไม่แน่นอนของนโยบาย"

ไอเอ็มเอฟ ลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากขยายตัว 2.3% เป็น 2.1% สำหรับปีนี้และลดจากขยายตัว 2.5% เป็น 2.1% สำหรับปีหน้า หลังลดความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะมีการกระตุ้นทางการคลังออกมาได้จริง ซึ่งไอเอ็มเอฟได้ยืนยันอีกครั้งในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำเดือน ก.ค.

ความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นทางการคลังในตลาดเองก็เริ่มหายไปจากความยากที่จะคาดการณ์นโยบายการคลังและการปรับลดการกำกับดูแลลงได้ โดยไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ความเสี่ยงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความผันผวนในประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยเฉพาะกับตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้กดดันการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในท้ายที่สุด

เศรษฐกิจสหรัฐมีบทบาทอย่างมากในตลาดโลกเสมอมาในฐานะกำลังซื้อหลักของโลก และเมื่อความเชื่อมั่นปรับลดลง แรงซื้อจากสหรัฐเองก็มีแนวโน้มลดลงตามลงไปด้วย โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐยังพบด้วยว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐก็ปรับลดไปเช่นกันในต้นเดือน ก.ค.นี้ หลังจากฟื้นตัวแรงมาตลอดครึ่งปีแรกของปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคกำลังผ่านจุดสูงสุดไป และจะเริ่มลดลงหลังจากนี้

นอกจากนี้ สหรัฐยังสร้างความเสี่ยงต่อการค้าโลกด้วยนโยบายที่เริ่มเดินหน้าอย่างต่อเนื่องอย่างการสอบ คู่ค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วยทั้ง 16 ชาติ และเตรียมจะเจรจาการค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากสหรัฐแล้ว ไอเอ็มเอฟ ยังระบุว่า ความไม่แน่นอนในการเจรจาถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร หรือเบร็กซิต ซึ่งไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์ลงจาก 2% เป็น 1.7% นั้น ยังมีความไม่แน่นอนทางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจกดดันความเชื่อมั่นสำหรับการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้เอาไว้ที่ 3.5% สำหรับปีนี้ และ 3.6% สำหรับปีหน้า แสดงให้เห็นว่า โลกมีการขยายตัวในจุดอื่นเข้ามาทดแทนการขยายตัวที่ไม่เป็นไปตามคาดของสหรัฐ

ไอเอ็มเอฟขึ้นประมาณการเศรษฐกิจจีนจาก 6.6% เป็น 6.7% สำหรับปีนี้ และ 6.2% เป็น 6.4% สำหรับปีหน้า ขณะที่ยังขึ้นคาดการณ์ของญี่ปุ่นสำหรับปีนี้เป็น 1.3% จากเดิมที่ 1.2% เช่นเดียวกับยูโรโซนที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าคาดการณ์เดิม 0.2% อยู่ที่ 1.9% ในปีนี้ และแคนาดาที่คาดจะเติบโตเร็วขึ้น 0.6% เป็น 2.5%

การขยายตัวดังกล่าวที่เร็วกว่าคาดในประเทศเหล่านั้น เป็นผลมาจากกำลังซื้อภายในประเทศสูง ขณะที่ ของญี่ปุ่นยังได้แรงเสริมจากการส่งออกที่ฟื้นตัวและการบริโภค รวมถึงการลงทุนในประเทศ โดยดีมานด์โลกที่ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งสนับสนุนการส่งออกยังทำให้ไอเอ็มเอฟปรับคาดการณ์เศรษฐกิจของอาเซียน 5 ชาติ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย เป็นเฉลี่ย 5.1% ในปีนี้ จากเดิมที่ คาดการณ์เอาไว้ที่ 5%

ไม่ใช่เพียงแต่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ที่โลกจะลดการพึ่งพาสหรัฐลง แต่ในทางการเมืองด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้าการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ที่เมืองฮัมบูร์กของเยอรมนี นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล เจ้าบ้าน เปิดเผยว่า ยุโรปไม่ควรที่จะพึ่งพาสหรัฐมากเกินไป เนื่องจากสหรัฐไม่แน่นอนจะยังคงลงทุนหนักในองค์กรอย่างสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มากแค่ไหน เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การช่วยเหลือยุโรปในด้านความมั่นคง รวมถึงการสร้างสันติภาพในแอฟริกา

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังพาสหรัฐถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ซึ่งหลายชาติเป็นหัวหอกในการสนับสนุนทั้งในยุโรปและจีน โดยข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ทั่วโลกต้องช่วยกันลดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นมาจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่ให้เกิด 2 องศาเซลเซียส แต่ทรัมป์เห็นว่าการควบคุมอุณหภูมิเป็นการทำลายอุตสาหกรรมผลิตพลังงานฟอสซิลอย่างถ่านหินและน้ำมันของสหรัฐ

เมื่อรวมประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการผลักดันนโยบายไม่สำเร็จในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ทรัมป์ยังไม่พอใจการค้ากับต่างชาติอีกด้วย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกจึงไม่สามารถพึ่งพาประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐได้อย่างเต็มตัวอีกต่อไป

"ขณะที่พวกเรากำลังมองหาโอกาสที่จะร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย การโลกาภิวัตน์กลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐเห็นเป็นกระบวนการที่ไม่มีสถานการณ์ที่ชนะร่วมกันได้ทุกฝ่าย และเห็นเป็นสถานการณ์ที่มีเพียงแค่ผู้แพ้และผู้ชนะ" แมร์เกิล กล่าว n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท