posttoday
มองข้ามปี

มองข้ามปี

20 กรกฎาคม 2560

บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต/ทำกราฟฟิกจากรูปประกอบแม้ว่ายังคงมองว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะยังคงเป็น Dead Money Market แต่ตอนนี้ใช้เวลานั้นไปในการเลือกหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนในปี 2561-2563 ซึ่งมองว่าจะเป็นช่วงของวงจรธุรกิจใหม่ ให้ดัชนีเป้าหมายปี 2561 ที่ 1,800 จุด และ 2,000 จุด สำหรับปี 2562และปรับพอร์ตใหม่โดยเพิ่มบริษัทเดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (DELTA) บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) เข้ามา

บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต/ทำกราฟฟิกจากรูปประกอบ

แม้ว่ายังคงมองว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะยังคงเป็น Dead Money Market แต่ตอนนี้ใช้เวลานั้นไปในการเลือกหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนในปี 2561-2563 ซึ่งมองว่าจะเป็นช่วงของวงจรธุรกิจใหม่ ให้ดัชนีเป้าหมายปี 2561 ที่ 1,800 จุด และ 2,000 จุด สำหรับปี 2562และปรับพอร์ตใหม่โดยเพิ่มบริษัทเดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (DELTA) บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) เข้ามา

มองข้ามจุดนั้นไปและคาดว่าดัชนีจะเริ่มเข้าสู่วงจรธุรกิจใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการออกจากการชะงักของดัชนีในรอบ 23 ปี และตั้งเป้าดัชนีที่ 1,800 จุด ในปี 2561 และไม่คิดว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นเพียงปีเดียวและปรับตัวลง แต่มองว่าจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องไปหลายปี โดยมองว่าปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ สภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันที่อยู่ในเกณฑ์ที่จัดการได้ และอัตราเงินเฟ้อ การเมืองที่มีเสถียรภาพ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สอดคล้องกับภาคเอกชน แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

เพื่อที่จะทำผลงานให้เหนือกว่าตลาดในปี 2561 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของวงจรขาขึ้นให้น้ำหนักที่

ประการแรก หุ้นที่มีแบรนด์และแพลตฟอร์มการส่งออกที่ดี

ประการที่ 2 หุ้นที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน

ประการที่ 3 หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และรถไฟฟ้า

ประการที่ 4 หุ้นสถาบันการเงินขนาดเล็ก จากประโยชน์จากวงจรดอกเบี้ยต่ำของไทยที่มีแนวโน้มยืดยาวออกไป

ประการที่ 5 หุ้นที่อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มองขั้นตอนของวงจรเศรษฐกิจใหม่ ดังนี้

ปี 2561 จะโตจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกับการส่งออก ที่ฟื้นตัว

ปี 2562-2563 จะฟื้นตัวทุกภาคส่วนมากขึ้นจาก Multiplier Effect ที่จะส่งผลต่อการบริโภค และกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน ดัชนีเป้าหมายสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 1,800 จุด เป็นระดับที่มองว่าไม่จำเป็นต้องทบทวนสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ขึ้นไปอีก

ประการแรก ปัจจุบันดัชนีซื้อขายปี 2561 ที่ 14 เท่า และดัชนีเป้าหมายที่ 1,800 จุด คิดเป็น พี/อี สิ้นปี 2561 ที่ 16.1 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีจบปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมากำไรต่อหุ้น ที่คาดว่าจะเติบโต 9% ในปี 2561 ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา

ประการที่ 2 ดัชนีเป้าหมายที่ 1,800 จุด คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลที่ 3.1% ในปี 2561 (เทียบกับปัจจุบันที่ 3.5% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 3.2%)

ประการที่ 3 ดัชนีเป้าหมายคิดเป็นราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ที่ 2 เท่า เทียบกับอาร์โออีที่ 13.1% ซึ่งเรามองว่าเหมาะสม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย P/BV 5 ปีที่ 1.9 เท่า และอาร์โออีเฉลี่ยที่ 12.5%

ประการที่ 4 เนื่องจากสภาพคล่องมีมากเกินพอสำหรับการลงทุนในระยะเวลาหลายปีข้างหน้าอัตราผลตอบแทนกำไร จึงสามารถยืนอยู่ในระดับต่ำเพื่อหนุนมูลค่าของตลาด

จากพอร์ตลงทุนของธนชาต หุ้นที่มีเรื่องราวการเติบโตเชิงโครงสร้าง คือ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้กรุ๊ป ( BEAUTY) บริษัท เคซีอีอิเล็กทรอนิกส์ (KCE) และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) หุ้นที่เข้าสู่รอบการเติบโตของกำไร คือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) DELTA และ MINT ขณะที่หุ้นที่เป็นคุณค่า คือ บริษัท อมตะคอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง คือ KKP

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท