posttoday
เศรษฐกิจไทยไม่ปัง ทุนไทยไหลออกนอก

เศรษฐกิจไทยไม่ปัง ทุนไทยไหลออกนอก

20 กรกฎาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ พรสวรรค์ นันทะในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยแทบจะไม่ขยายตัวมาหลายปี จนเป็นเหตุให้ขาดเครื่องยนต์สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการลงทุนต่างประเทศของเอกชนไทยกลับขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานข้อมูล ณ สิ้นปี 2559 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีมูลค่าเงินลงทุนทางตรงในต่างประเทศสุทธิ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาท จาก 198 บริษัท ซึ่งคิดเป็น 39% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 511 บริษัท ซึ่งบริษัทที่ไปลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 1.07 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 71% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ สิ้นปี 2559

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ พรสวรรค์ นันทะ

ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยแทบจะไม่ขยายตัวมาหลายปี จนเป็นเหตุให้ขาดเครื่องยนต์สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการลงทุนต่างประเทศของเอกชนไทยกลับขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานข้อมูล ณ สิ้นปี 2559 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีมูลค่าเงินลงทุนทางตรงในต่างประเทศสุทธิ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาท จาก 198 บริษัท ซึ่งคิดเป็น 39% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 511 บริษัท ซึ่งบริษัทที่ไปลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 1.07 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 71% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ สิ้นปี 2559

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การชะลอตัวของลงทุนภาคเอกชนในขณะนี้ เกิดจากอัตราใช้กำลังการผลิตต่ำ และมีอุปทานส่วนเกิน เช่น ปริมาณที่อยู่อาศัย หรือสต๊อกสินค้า รวมทั้งไม่มั่นใจแนวโน้มการส่งออกจะดีต่อเนื่องหรือไม่ จึงรอดูสถานการณ์ก่อนที่จะลงทุนเพิ่ม พร้อมทั้งรอความชัดเจนนโยบายการลงทุนภาครัฐเกี่ยวกับไทยแลนด์ 4.0 และอีอีซี จะถูกสานต่อในรัฐบาลต่อไปหรือไม่

"การที่ภาคเอกชนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นจนทำให้เงินไหลออกไปลงทุนสุทธิของดุลบัญชีการเงินระหว่างประเทศ เป็นทิศทางที่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว จากการที่บริษัทไปแสวงหาโอกาสการเติบโตจากภายนอกในภาวะที่ตลาดในประเทศจำกัด" อมรเทพ กล่าว

ในมุมของ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ มาจากเหตุผล 3 ประการ คือ

1.เป็นทางลัดในการลงทุนซื้อเทคโนโลยีในต่างประเทศที่ทันสมัยกว่า เพราะต้องยอมรับว่าเราพัฒนาเทคโนโลยีเองอาจจะไม่พอ

2.ใกล้แหล่งซื้อวัตถุดิบ วัตถุดิบในไทยไม่มีแต่ในต่างประเทศหรือใกล้เคียงมีวัตถุดิบที่ดีกว่า เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น ฟู้ดส์ ที่ทำธุรกิจอาหารทะเล แช่แข็งและอาหารกระป๋อง ซึ่งอาจจะไม่มีปลาทูน่าในอ่าวไทยแล้วต้องออกไปลงทุนในแหล่งวัตถุดิบที่ใกล้กว่า เป็นต้น

3.ได้ตลาดใหม่ที่มีการกีดกันการค้าน้อยกว่า โดยบางประเทศมีกฎเกณฑ์ในเรื่องการส่งสินค้าข้ามแดน อัตราภาษี มาตรฐานต่างๆ ซึ่งการไปลงทุนในประเทศเขาก็อาจช่วยลดกระบวนการทำงานได้ดี หรือกระทั่งไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน อาจเอาการผลิตที่ใช้แรงงานสูงไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เก็บส่วนที่มีมูลค่าไว้ในไทย ซึ่งเหล่านี้ในซัพพลายเชนเป็นการเสริมพลังซึ่งกันและกัน ซึ่งไทยก็ได้ประโยชน์ด้วย

ไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เห็นว่า การไปลงทุนต่างประเทศได้ประโยชน์ในเรื่องการกระจายความเสี่ยง ทางธุรกิจ เพราะการขยายการลงทุนหรือการเติบโตในประเทศเต็มที่แล้ว ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีฐานรายได้ที่สูงแต่การจะเติบโตขึ้นมากต้องมาจากฐานที่สูง เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รายได้เป็นหลักแสนล้านบาท ถ้าต้องการจะโต 10% อย่างน้อยต้องมีการขยายฐานลูกค้าและทำการตลาดที่มาเพื่อให้บริษัทเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือมีรายได้เพิ่มอีกมาเป็นหลักหลายหมื่นล้านบาท

เหตุผลสุดท้าย คือ ไทยมีปัญหาโครงสร้างของประเทศไทยเองเพราะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ หรือวัยกลางคนน้อยลง จากที่อัตราการเกิดน้อยลง ก็ต้องมีการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น โดยจะเริ่มไปในประเทศที่เล็กกว่า หรือเหมือนไทยในอดีต

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การที่เอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นจนทำให้เงินไหลออกไปลงทุนสุทธิของดุลบัญชีการเงินระหว่างประเทศมีข้อดี 2 ด้าน คือ ผลกำไรและเงินปันผลที่เกิดจากการลงทุนดังกล่าวนำส่งกลับเข้ามาเป็นรายได้เข้าประเทศ สร้างการเติบโตของรายได้ประเทศในระยะยาว และอีกด้านคือการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เมื่อไทยออกไปลงทุนในประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า ก็ได้นำองค์ความรู้ไปช่วยพัฒนา ขณะเดียวกัน หากไปลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาสู่คนไทยได้

อย่างไรก็ตาม ผลสัมฤทธิ์จากบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศต่อการพัฒนาประเทศ จะเห็นได้ชัดคงต้องใช้เวลา เพราะต้องให้เม็ดเงินที่ลงทุนไปนั้นคืนทุนเสียก่อน เมื่อสร้างผลกำไรถึงจุดหนึ่งจึงจะส่งรายได้กลับเข้าประเทศ แต่ในระยะสั้นช่วยแง่ของความยั่งยืนของบริษัทไทยจากการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดกว้างขึ้น เป็นโมเดลแบบเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ

ส่วนการลงทุนต่างประเทศผ่านตลาดทุนนั้นเป็นธรรมชาติของนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากโอกาสในประเทศมีจำกัด จากเศรษฐกิจเติบโตไม่มาก และอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งข้อดีสามารถสร้างความสมดุลค่าเงินในภาวะที่เงินไหลเข้า เป็นการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในภาวะที่เงินออมล้น อีกทั้งช่วยกระจายความเสี่ยง และพัฒนาตลาดทุนให้มีความหลากหลาย แต่พัฒนาตลาดทุนควรควบคู่กับการให้ความรู้แก่นักลงทุนด้วย

สำหรับผลเศรษฐกิจจากการที่คนไทยลงทุนต่างประเทศจะอยู่ในบัญชีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product : GNP) แยกออกจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ที่นับเฉพาะการผลิตในไทย โดยในปี 2558 ประเทศไทยมีจีดีพี อยู่ที่ 13.67 ล้านล้านบาท และมีจีเอ็นพี 12.96 ล้านล้านบาท สะท้อนนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย สร้างผลตอบแทนได้มากกว่า บริษัทไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ

"ต้องหาจุดสมดุลของการลงทุนต่างประเทศ และลงทุนในประเทศ เพราะหากไม่มีการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ก็คงยากที่ประเทศจะเติบโตได้ ซึ่งทางออกคงไม่ใช่การบังคับใช้ภาคเอกชนต้องลงทุนในประเทศเท่านั้น แต่ต้องทำให้เอกชนเห็นศักยภาพการเติบโตภายในมากกว่า" อมรเทพ กล่าว

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า บริษัทไทยที่ขยายการลงทุนต่างประเทศ เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ผ่านการที่บริษัทสร้างรายได้เพิ่มขึ้น มีผลกำไร มีเงินปันผลกลับมาให้ ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ เม็ดเงินดังกล่าวก็นำมาใช้จ่ายหมุนเวียนภายใน นอกจากนี้ รายได้ที่นำเข้าประเทศก็ต้องจ่ายภาษีให้กระทรวงการคลัง นำไปพัฒนา ประเทศอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการลงทุนต่างประเทศทั่วโลก พบว่า ประโยชน์ต่อประเทศแม่ ผ่านการนำส่งรายได้อาจจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท เพราะบริษัทอาจเลือกดำรงรายได้ไว้ที่เดิมเพื่อหมุนเวียนในกิจการ นอกจากนี้ บางประเทศมีอัตราภาษีแพงมาก จึงเห็นภาพการเลี่ยงการเสียภาษีแพงไปตั้งบริษัทในประเทศที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือเสียภาษีน้อยกว่า ไม่ส่งกำไรกลับประเทศแม่

อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่บริษัทไทยขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศ เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป ที่พบโจทย์การผลิตที่ลำบาก ทั้งที่ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว จากรายได้ต่อประชากรเพียง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่มี 1.2 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากไทยมีธุรกิจที่หลากหลายขนาด ธุรกิจใหญ่ก็ใหญ่มาก แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศยังเล็กระดับเอสเอ็มอี มีความเหลื่อมล้ำทางการพัฒนาธุรกิจสูง n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท