
ถล่มยุทธศาสตร์ชาติ ฉุดรั้งประชาธิปไตย
เวทีราชดำเนินเสวนารุมถล่มยุทธศาสตร์ชาติ สร้างระบบราชการเป็นใหญ่ ก่อปัญหาประชาธิปไตย
เวทีราชดำเนินเสวนารุมถล่มยุทธศาสตร์ชาติ สร้างระบบราชการเป็นใหญ่ ก่อปัญหาประชาธิปไตย
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวในงานราชดำเนินเสวนา เรื่อง "2 ปี สปท.สังคมได้อะไรจากการปฏิรูป" ว่า 2 ปีที่ผ่านมาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อำนาจยังอยู่ที่รัฐราชการ และจากนี้อำนาจจะอยู่ที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งจะเป็นแม่น้ำสายที่ 6 และในอนาคตจะใหญ่มาก
"ต่อไปกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะยิ่งทำให้แขนขาระบบราชการใหญ่ขึ้น ความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับระบบราชการก็จะสูงขึ้น และจะกลายมาเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน ทั้งนี้หลังการเลือกตั้งเราต้องสร้างแรงส่งของการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมและมีพลัง และทำให้การปฏิรูปเรื่องปรองดองเกิดให้เร็วและเป็นจริงที่สุด" นายสุริยะใส กล่าว
ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะเดินไประบบ "รัฐ กึ่งประชาธิปไตย" ไปอีก 20 ปี เพราะถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอีก 1 ปีไปถึงการเลือกตั้ง หากนายกรัฐมนตรีไม่ใช้อำนาจพิเศษปัญหา บ้านเมืองก็จะกลับมาเหมือนเดิม เพราะความแตกแยกของผู้คนถูกกดทับไว้เท่านั้น
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต่อไปในอนาคตการพัฒนาประเทศจะถูกกำกับโดยรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ และกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงทำให้ 3 ปีที่ผ่านมาเอกชนไม่กล้าลงทุน มีเพียงแต่รัฐบาลลงทุนเพียงแค่ขาเดียวเท่านั้น ทำให้เดินกะโผลกกะเผลก ขณะที่ประเทศต้องเดินทั้งสองขา แต่เราทำงานด้วยระบบรัฐราชการ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในโลกปัจจุบัน ถือเป็นระบบที่ ผิดปกติ
นายนิกร จำนง อดีต สปท. และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า อย่ามัวไปห่วงกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ขอให้กังวลในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งนักการเมืองที่เข้ามาหลังเลือกตั้งจะเจอกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปอีกสิบกว่าคณะ ถามว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน บอกเลยทำอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่เริ่มทำงานก็ต้องทำเสนอรายงานต่อวุฒิสภา







