
จุดเปราะบางผลไม้ไทย
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ปีนี้เป็นปีที่ผลไม้ไทยมีดราม่าทั้งด้านบวกก็คือ ทุเรียนมีราคาสูงจนดึงดูดใจให้เกษตรกรกลับมาปลูกและในทางกลับกัน เราเจอมังคุดและสับปะรดมีราคาตกต่ำลงแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด
ปีนี้เป็นปีที่ผลไม้ไทยมีดราม่าทั้งด้านบวกก็คือ ทุเรียนมีราคาสูงจนดึงดูดใจให้เกษตรกรกลับมาปลูกและในทางกลับกัน เราเจอมังคุดและสับปะรดมีราคาตกต่ำลงแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน
ไทยเป็นประเทศชั้นนำในการผลิตและส่งออก ผลไม้ ช่วง 2-3 ปีหลังราคาผลไม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เราจึงอาจไม่ค่อยสนใจความเปราะบางของระบบผลไม้ไทยมากนัก กระทั่งมาเจอกับสถานการณ์มังคุดและสับปะรดที่ราคาลดลง จึงหันมาทบทวนมากขึ้น
จุดเปราะบางด้านการผลิต
ความเปราะบางที่น่าสนใจประการแรกคือ คนไทยส่วนใหญ่ยังทานผักและผลไม้น้อยกว่าเกณฑ์ทางสุขภาพ ตอนแรกผมก็คิดกันเอาเองว่า น่าจะเป็นเพราะลักษณะนิสัยและพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเอง โดยไม่ได้ตั้งคำถามถึงปริมาณผลผลิตผลไม้และกลไกการตลาดในภาพรวม
จนกระทั่งผมมาชะงักกับข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่แสดงให้เห็นว่า ปริมาณผลไม้ที่มีอยู่สำหรับคนภายในประเทศไทยของเราลดลงเป็นอย่างมาก โดยในภาพรวมดัชนีผลผลิตผลไม้ลดลงจาก 368.67 ในปี 2550 เหลือ 282.51 ในปี 2559 หรือในภาพรวมลดลงประมาณร้อยละ 23
ผมจึงไปสืบค้นข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา (2550-2559) จำนวนครัวเรือนที่ปลูกผลไม้แต่ละชนิดลดลงมาก เช่น ผู้ปลูกทุเรียนลดลง 18% ครัวเรือนที่ปลูกลิ้นจี่ลดลง 26% ครัวเรือนที่ปลูกเงาะลดลง 33% หรือมังคุดที่มีครัวเรือนที่ปลูกลดลงถึง 44%
นั่นคงเป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้หันไปปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันมากขึ้นนั่นเอง
จุดเปราะบางด้านปริมาณการบริโภค
จากจำนวนคนปลูกที่ลดลง ผมเลยลองมาค้นดูถึงผลผลิตของผลไม้แต่ละชนิด ก็พบว่าผลผลิตแต่ละชนิดก็ลดลงเช่นกัน ยกเว้นลำไย โดยผลไม้ที่มีผลผลิตลดลงมาก ได้แก่ เงาะลดลง 17% ทุเรียนลดลง 31% และลิ้นจี่ลดลงถึง 55%
แต่สิ่งที่ลดลงมากกว่าผลผลิตก็คือ ปริมาณที่มีบริโภคในประเทศ (ดูภาพประกอบ) เช่น เงาะลดลงถึง 67% และทุเรียนลดลงถึง 80% แม้กระทั่งลำไยที่มีผลผลิตมากขึ้น แต่การบริโภคในประเทศก็ลดลงอย่างมากเช่นกัน (ลดลง 50%)
จุดเปราะบางด้านการส่งออก
นั่นแปลว่า ผลผลิตผลไม้ส่วนหนึ่งมีการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น ผมจึงตามไปดูสัดส่วนในการส่งออก พบว่าผลไม้หลายชนิด เช่น ทุเรียน ลำไย และมังคุด มีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในกรณีทุเรียนสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 77% ของผลผลิตทั้งหมด สัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 67% จะยกเว้นเพียงลิ้นจี่ที่มีสัดส่วนการส่งออกลดลง
แน่นอนว่า การส่งออกที่มากขึ้นจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเกษตรกร ดังจะเห็นได้จากราคาผลไม้หลายชนิดโดยเฉพาะทุเรียน มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีหลัง และแสดงให้เห็นชัดเจนจากดัชนีราคา ผลไม้ที่เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากปี 2545 ถึงหนึ่งเท่าตัว (จาก 100 ในปี 2545 เป็น 200 ในปี 2559)
อย่างไรก็ดี การส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นนั้นก็ยังมีความเปราะบางเช่นกัน เพราะประเทศผู้ชื้อปลายทางมีการ กระจุกตัวค่อนข้างมาก เชน ทุเรียนที่ส่งออก 80% จะถูกส่งไปยังจีนและฮ่องกงเพียงตลาดเดียว ดังนั้น หากตลาดส่งออกนั้นเกิดปัญหา ตลาดทุเรียนไทยก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วยอย่างแน่นอน
จุดเปราะบางด้านราคา
แม้ว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังจะส่งผลดีต่อราคาสินค้าเกษตรกร แต่การลดลงของผลผลิตและการเพิ่มขึ้นของการส่งออก ทำให้ปริมาณผลไม้ที่มีในประเทศลดลงเป็นอย่างมาก จึงส่งผลกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย จะเห็นได้ว่า ดัชนีราคาผลไม้ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยดัชนีราคาผลไม้ที่เกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นเพียง 2 เท่า(ดูภาพประกอบ)
การเพิ่มขึ้นของราคาที่ผู้บริโภคจ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาที่เกษตรกรได้รับ แปลว่า ส่วนเหลื่อมทางการตลาดของผลไม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะ (ก) ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ผ่านการเตรียมการมากขึ้น (จากการซื้อกล้วยเป็นหวีมาเป็นซื้อกล้วยเป็นผล และมีภาชนะบรรจุและฉลาก) (ข) การกระจุกตัวของผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ผ่านการค้าปลีกสมัยใหม่ และ (ค) ผู้ค้าส่งและค้าปลีกมีทางเลือกมากขึ้นในการนำเข้าผลไม้มาตอบสนองความต้องการแทนผลไม้ในประเทศ เกษตรกรผู้ผลิตจึงมีอำนาจต่อรองน้อยลง
นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีความเสี่ยงทางด้านราคาเนื่องมาจากการกระจุกตัวของผลผลิตที่ออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นกรณีมังคุดในช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
จุดเปราะบางสำหรับผู้มีรายได้น้อย
สืบเนื่องจากราคาผลไม้ขายปลีกที่ผู้บริโภคต้องจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ย่อมกระทบต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยที่อาจจะเข้าถึงผลไม้ได้น้อยลงกว่าเดิม แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขว่า ราคาผลไม้ในประเทศที่แพงขึ้นมากจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคผลไม้ของประชากรแต่ละกลุ่มอย่างไร แต่ถ้าดูจากปริมาณผลไม้ที่ลดลงและราคาผลไม้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว คาดว่าจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคที่มีรายได้จำกัดอย่างมาก
ความสัมพันธกลไกการตลาดผลไม้กับความมั่นคงทางโภชนาการ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละบุคคล
ทางออก
ทางออกสำหรับเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่การเพิ่ม "ทางเลือก" ทั้ง (ก) เพิ่มความหลากหลายในชนิดและ รูปแบบการผลิตของเกษตรกร ทั้งในรูปแบบผลไม้อินทรีย์ ผลไม้ที่ผ่านมาตรฐานเกษตรที่ดี (ข) การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ตลาดท้องถิ่น การสร้างตลาดใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงตลาดผลไม้แปรรูป และ (ค) สร้างการตลาดทางเลือกสำหรับผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อน้อย เพื่อให้คนไทยได้บริโภคผลไม้ที่ดีมีคุณภาพอย่างทั่วถึงกัน n







