
ประเมินความมั่งคั่ง รอบครึ่งปี
โดย : ดร.ศุภกร สุนทรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอเชีย เวลท์ จำกัด สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านพ้นไปอีกครึ่งปี เวลาจัดว่าเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่เราต้องหมั่นบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่ผลตอบแทนที่ได้จากเวลาของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ดังนั้น วันนี้ผมอยากให้เรามาลองทบทวนว่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนของเราได้รับการดูแลดีแค่ใหน และความมั่งคั่งของเรางอกเงยตามที่เราตั้งใจไว้หรือไม่
โดย : ดร.ศุภกร สุนทรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอเชีย เวลท์ จำกัด
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านพ้นไปอีกครึ่งปี เวลาจัดว่าเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่เราต้องหมั่นบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่ผลตอบแทนที่ได้จากเวลาของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ดังนั้น วันนี้ผมอยากให้เรามาลองทบทวนว่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนของเราได้รับการดูแลดีแค่ใหน และความมั่งคั่งของเรางอกเงยตามที่เราตั้งใจไว้หรือไม่
ก่อนอื่นต้องมาสรุปภาพการลงทุนในรอบครึ่งปีกันก่อน เพื่อประเมินอัตราการเติบโตของแต่ละสินทรัพย์ที่เรานำเงินไปลงทุนเพื่อนำมาประกอบว่าพอร์ตความมั่งคั่งของเรามีการเติบโตเป็นไปตามคาดหรือไม่ ในช่วงครึ่งแรกของปีผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีผลตอบแทนในช่วงครึ่งปีแรก (ถึงวันที่ 7 ก.ค.) ที่ 1.7% (หากคิดเทียบเป็นปีก็จะได้ประมาณ 3.4) ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ต่างจากค่าเฉลี่ยในอดีตและก็เป็นค่าที่นักลงทุนน่าจะคาดหวังเอาไว้ แม้จะมีความกังวลในเรื่องการปรับเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเข้ามากระทบเป็นระยะก็ตาม
แต่ภาพโดยส่วนใหญ่ตลาดจะค่อนข้างเชื่อในการปรับเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้านักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศโดยเฉพาะที่มีการลงทุนในตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นไปจากกองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ เช่น ผลตอบแทนจากกองทุน TMB-GINCOME ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงถึง 3.5% ในช่วงเดียวกัน
ด้านผลตอบแทนจากการลงทุนในกองรีทและกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งปีแรกยังคงให้ผลตอบแทนที่ติดลบเช่นเดียวกับช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนจากดัชนีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้ผลตอบแทนที่ลดลง 4.7% แต่ถ้ารวมเงินปันผลเข้าไปจะเหลือติดลบ 1.9% ซึ่งต่ำกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยที่เคยได้ในอดีต (ซึ่งค่อนข้างสูงเกินไป) และต่ำกว่าค่าที่เราคาดหวัง (ผลตอบแทนที่เราคาดหวังน่าจะอยู่ประมาณ 6-7%) ซึ่งแน่นอนว่าสินทรัพย์ประเภทนี้เป็นตัวฉุดการเติบโตของความมั่งคั่งในช่วงครึ่งปีแรกแน่
มาดูกันที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นกันบ้าง ซึ่งผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมาก คือ ผลตอบแทนจากดัชนี SET เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.7 ในขณะที่ดัชนี MSCIAC ในช่วงเดียวกันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นบ้านเรา ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและผลตอบแทนที่คาดหวังจากตลาดหุ้น ซึ่งยังดีที่ได้รับการชดเชยจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นต่างประเทศ ส่วนทองคำนั้นผลตอบแทนยังค่อนข้างใกล้เคียงกับที่คาดหวังเอาไว้ โดยมีผลตอบแทนที่ 6.3%
ดังนั้น หากประเมินผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนเฉลี่ย สำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป ที่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น ตราสารหนี้ 35% รีท 20% หุ้นไทย 20% หุ้นต่างประเทศ 20% ทองคำ 5% ซึ่งก็จะได้รับผลตอบแทนในครึ่งปีแรกที่ 2.87% หรือประมาณ 5.7% ต่อปี ซึ่งก็ยังพอถือว่าไม่ต่ำจนเกินไป (เราน่าจะคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ประมาณ 5-7%)
ดังนั้น สรุปได้ว่าผลตอบแทนจากการบริหารจัดการความมั่งคั่งในช่วงครึ่งแรกของปีโดยเฉลี่ยนั้นความมั่งคั่งน่าจะงอกเงยในอัตราที่พอรับได้ ดังนั้น ประเด็นอื่นที่ควรประเมินในการบริหารความมั่งคั่งในชีวิตของเราก็คือ
ประเด็นแรก เงินที่ตั้งใจที่จะนำมาลงทุนเพิ่มเติมในพอร์ตความมั่งคั่งในช่วงครึ่งปีแรกนั้น ทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนนั้นเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ (เงินเดือนประจำ คอมมิชชั่น รายได้จากอาชีพเสริม) ลดภาระหนี้สินได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ในช่วงครึ่งปีแรกได้เรียนรู้ทักษะใหม่ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ในช่วงต้นปีหรือไม่ ได้ออกกำลังกายตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วหรือไม่
ครับท้ายสุดนี้ผมก็หวังว่าทุกท่านสามารถปรับปรุงเพื่อบรรลุเป้าหมายของความมั่งคั่งสมดังตั้งใจในช่วงครึ่งหลังของปีนะครับ







