
กำไรอันไหนที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สนใจมากที่สุด
สาธิต เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติให้ไปบรรยาย "การวิเคราะห์งบการเงิน" ให้กับ FA Club (Financial Advisor Club) ของ THAIFA (สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน) ซึ่งเป็นสโมสรสำหรับตัวแทนประกันชีวิตที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงิน นับว่าเป็นสโมสรที่มีประโยชน์ไม่เพียงต่อตัวแทนประกันชีวิตเอง ยังมีประโยชน์ต่อประชาชนคนทั่วไปที่จะได้รับคำแนะนำทางการเงินที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตนเอง
สาธิต
เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติให้ไปบรรยาย "การวิเคราะห์งบการเงิน" ให้กับ FA Club (Financial Advisor Club) ของ THAIFA (สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน) ซึ่งเป็นสโมสรสำหรับตัวแทนประกันชีวิตที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงิน นับว่าเป็นสโมสรที่มีประโยชน์ไม่เพียงต่อตัวแทนประกันชีวิตเอง ยังมีประโยชน์ต่อประชาชนคนทั่วไปที่จะได้รับคำแนะนำทางการเงินที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตนเอง
ในวันที่บรรยายนั้น ก็ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับงบการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด หมายเหตุประกอบงบ และรายงานผู้สอบบัญชี ตอนที่คุยกันถึงงบกำไรขาดทุน กำไรที่เราเข้าใจกันว่ามีกำไรสุทธิตัวเดียว ปรากฏว่ากว่าจะถึงกำไรสุทธิ มีกำไรอื่นอีกหลายตัวเลยทีเดียว ลองมาไล่กันดูนะครับ
1.ยอดขาย-ต้นทุนสินค้าขาย = กำไรขั้นต้น
2.กำไรขั้นต้น-ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน = กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA : Earnings Before Interest, Tax, Depreciation, Amortization)
3.EBITDA-ค่าเสื่อมและค่าตัด จำหน่าย = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT : Earnings Before Interest, Tax)
4.EBIT-ดอกเบี้ย (Interest) = กำไรก่อนภาษี (EBT : Earnings Before Tax)
5.EBT-ภาษี = กำไรสุทธิ (NI : Net Income)
จะเห็นนะครับว่า ในงบกำไรขาดทุนมีกำไรถึง 5 ตัว แล้วกำไรตัวไหนล่ะที่นักลงทุนควรสนใจ เนื่องจากการลงทุน คือ การจ่ายเงินวันนี้เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้ คือ กำไรสุทธิ ดังนั้นในสูตรการคำนวณ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ถึงใช้กำไรสุทธิในการคำนวณ ดังนั้นกำไรที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกัน คือ กำไรสุทธิ
แล้วนักลงทุนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ สนใจกำไรสุทธิมากที่สุดด้วยเปล่า ไม่ใช่ครับ กำไรที่บัฟเฟตต์สนใจมากที่สุด คือ อัตรากำไรขั้นต้น เพราะบัฟเฟตต์มองว่าธุรกิจสามารถทำเงินได้ 2 วิธี คือ
1.การมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้
2.การมีอัตราการหมุนของสินค้ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้
อัตรากำไรขั้นต้นมาจากยอดขายลบด้วยต้นทุนสินค้าขายจะมากก็ต่อเมื่อเราสามารถเพิ่มยอดขาย หรือลดต้นทุนสินค้าขาย หรือทั้งสองอย่าง
ธุรกิจที่สามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้มาก แม้จะไม่มียอดขายมาก อย่างเช่น เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูๆ แม้จะไม่ได้ขายในจำนวนมาก แต่ก็สร้างรายได้ให้ธุรกิจได้มาก
แต่สำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถขายสินค้าในราคาที่แตกต่างจากคู่แข่งมาก อย่างเช่น ขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ข้าว ฯลฯ หรือสินค้าด้านบริการที่รัฐบาลกำกับดูแลอยู่ เช่น ประกันชีวิต สินเชื่อ ฯลฯ ถ้าธุรกิจสามารถสร้างยอดขายได้มาก ก็สามารถสร้างรายได้ได้มากเช่นกัน
ส่วนธุรกิจที่สามารถมีทั้งอัตรากำไรขั้นต้นสูงและสร้างยอดขายได้มาก ธุรกิจที่จะทำอย่างนี้ได้ จะต้องเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าที่มีคนต้องการมาก มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ต้องลดราคาแข่งกับชาวบ้าน และสามารถกดราคาต้นทุนสินค้าให้ต่ำได้ ธุรกิจแบบนี้มักจะทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ หรือหากประสบปัญหาก็มักจะฟื้นได้เร็ว
บัฟเฟตต์จะเลือกลงในหุ้นของธุรกิจที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น จะไม่เลือกลงทุนในธุรกิจที่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ หรือธุรกิจที่ต้องแข่งขันด้านราคา และมียอดขายไม่สูง เพราะมองแล้วเป็นธุรกิจที่ไม่เติบโตระยะยาว และความสามารถในการรับความผันผวนต่ำ
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม ขอเชิญไปกดไลค์ได้ที่เพจใน เฟซบุ๊กชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







