
โซเชียลมีเดียกับการปฏิรูปการเมือง
อรรถสิทธิ์ พานแก้วถ้าเราต้องสแกนใบหน้า สแกน
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
ถ้าเราต้องสแกนใบหน้า สแกน
ลายนิ้วมือ และต้องใช้ข้อมูลจากบัตรประชาชนเพื่อที่จะเข้าไปใช้โซเชียล มีเดียแล้ว การมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทยและการเมืองไทยโดยตัวมันเองจะดีขึ้นจริงๆ ใช่ไหม และเหตุผลของการที่ต้องทำตามขั้นตอนตามข้อเสนอเหล่านี้คือการจัดระเบียบการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดียและการลดปัญหาจากการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ไม่ถูก ไม่ควร เป็นเหตุผลที่ใช่แล้วจริงหรือ
โดยพื้นฐานแล้ว การเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียถูกมองเหมือนเป็นความหวังของการทำให้ทุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนทั่วไปนั้นเพิ่มปริมาณขึ้น หลังจากที่การเข้ามาของความเจริญของเทคโนโลยีอย่างโทรทัศน์ เคเบิลทีวี หรือแม้กระทั่งแผ่นซีดีและวีซีดี ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปลายปี 1970 ได้ทำให้คนเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าจะออกไปมีกิจกรรมรวมกลุ่มนอกบ้านหรือในที่สาธารณะ ซึ่งการมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางความบันเทิงในบ้านนี้เองทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องการเมืองนั้นลดลง
ดังนั้น เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกของอินเทอร์เน็ตได้พัฒนาขึ้น การอยู่ในบ้านก็ไม่ใช่เป็นการจำกัดวงสังคมให้อยู่แค่คนเดียวได้อีกแต่อาจกลายเป็นวงของสังคมที่กว้างขึ้นได้จากการนั่งออนไลน์หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน
เช่นนี้แล้ว คำถามที่เกิดขึ้นหลัง ความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตและ โซเชียลมีเดียต่อผลกระทบต่อการเมืองโดยทั่วไปแล้ว จึงเป็นการถามว่าอินเทอร์เน็ตและโซเชียลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมหรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้จริงหรือไม่ หรือหากเปลี่ยนไปแล้วได้เปลี่ยนไปในลักษณะรูปแบบไหน ที่สำคัญ คำถามที่มากับการมองเห็นการเข้าสู่การเดินหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศ หรือกระแสของการเรียกร้องประชาธิปไตย เช่น ปรากฏการณ์อาหรับสปริงและที่ฮ่องกง ว่า "สื่อสังคมออนไลน์" (Social Media) หรือ "อินเทอร์เน็ต" (Internet) นั้นเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตยจริงหรือ?'
คำตอบที่มีอยู่ในปัจจุบันในประเด็นนี้แตกออกได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
หนึ่ง กลุ่มที่พบว่าความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตและการเติบโตของวงสังคมออนไลน์ ได้มีส่วนทำให้ปริมาณการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนเพิ่มขึ้น เพราะอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียลมีเดียได้ทำให้ต้นทุนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นลดลง การจะออกไปร่วมเวทีประชาคมหรือประชาพิจารณ์ก็มีต้นทุนที่ต้องเสีย ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือเงินสำหรับการเดินทางและการกินอยู่ ดังนั้น การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อไปทำกิจกรรมทางการเมืองลดต่ำมาก เพราะการนั่งคลิกปุ่มหรือสัมผัสหน้าจอในสมัยนี้ก็สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ไม่ยากอะไร
หรือกล่าวได้อีกว่า อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังช่วยการเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการตัดสินใจทางการเมืองได้ง่าย และสะดวกขึ้นมาก และการเปลี่ยนหรือการสร้างทัศนคติและคุณค่าบางอย่างทั้งในโลกความเป็นจริงและในโลกออนไลน์ด้วย รวมถึงการระดมทรัพยากรและผู้คนสำหรับการเคลื่อนไหวหรือการทำกิจกรรมทางการเมือง
อย่างไรก็ดี กลุ่มที่สองของประเด็นนี้กลับชี้ให้เห็นถึงการกลับทิศทางของการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย นั่นคือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่เพียงแต่จะไม่เพิ่มขึ้นแต่ยังทำให้ความไม่เท่าเทียมในโอกาสและความสามารถในการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบออฟไลน์มาปรากฏบนโลกออนไลน์อีกด้วย
คำอธิบายของประเด็นนี้ มาจากการค้นพบว่าคนที่เข้าถึงและได้เปรียบในการใช้อินเทอร์เน็ตจะเป็นคนหนุ่มหรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ และอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางการสื่อสารแต่ยังเป็นการให้สิทธิประโยชน์บางอย่างที่จะมีได้เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น นอกจากนี้การใช้อินเทอร์เน็ตยังต้องการทักษะบางอย่างที่ต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและมีประสบการณ์ระดับหนึ่งจึงจะสามารถใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญและอาจนำไปสู่การบรรลุ เป้าหมายทางการเมืองได้โดยง่ายหากรู้ทักษะพวกนี้ในระดับที่เชี่ยวชาญมากๆ
แม้ข้อสรุปของผลกระทบที่มีของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่อการเมืองหรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะยังไม่สามารถแสดงให้เห็นทิศทางอย่างชัดเจนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่หากเรามองในแง่ของผลบวกของโซเชียลมีเดียที่ได้ทำให้การมีส่วนร่วมของคนมีความความหลายหลายและง่ายขึ้นการกรองการเข้าถึง (ที่แม้อาจจะเรียกว่าไม่ได้ถึงการปิดกั้นการเข้าถึง) โซเชียลมีเดียนั้นอาจทำให้แรงกระตุ้นเชิงบวกต่อการเมืองลดลงและอาจหายไปในที่สุด
แต่ในแง่ของข้อถกเถียงที่บอกว่าอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็ไม่อาจที่จะเพียงพอที่จะใช้เพื่อการกรองการเข้าถึงโซเชียล มีเดียดูมีน้ำหนักมากขึ้น การทำให้การเข้าถึงอย่างยากลำบากอาจเป็นการ ซ้ำเติมรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเดิมที่ได้ลดพลังลงไปจนอาจจะหมดพลังไปเลยก็ได้
อย่างน้อย การค้นพบความเชื่อมโยงของการเป็นส่วนหนึ่งในวงสังคมออนไลน์ทางโซเชียลมีเดียก็ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหนุนเสริมระหว่างคนในระบบการเมืองอีกครั้งหนึ่งก็น่าจะมีน้ำหนักที่มากพอที่จะคานกับข้อเสนอของสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้
เพราะสังคมออนไลน์ได้สร้างการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ง่ายขึ้น และเป็นการสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นของประชาชนซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เพราะการที่ประชาชนมีช่องทางสำหรับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และแนวโน้มของผลกระทบดังกล่าวนี้คือประชาชนมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้ง การอภิปรายประเด็นทางการเมืองในที่สาธารณะ หรือแสดงความไม่พอใจ หรือต่อต้านนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ โดยอาจไม่ต้องออกไปชุมนุมในสถานที่ต่างๆ อีกต่อไป หรือสามารถระดมผู้คนมาชุมนุมประท้วงได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน
ในท้ายที่สุดแล้ว ต้องยอมรับว่าสื่อสังคมออนไลน์หรืออินเทอร์เน็ตเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตยจริงๆ โดยเฉพาะกับประเทศประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล 4.0 n







