posttoday
กรอบวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งโจทย์ระดับชาติ

กรอบวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งโจทย์ระดับชาติ

19 กรกฎาคม 2560

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)นับตั้งแต่ปี 2557 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้กำหนดให้มีการพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมการบริหารจัดการ "กรอบประเด็นการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Research Issues : SRI) เพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ จำนวน 12 เรื่อง อย่างมีเป้าหมายและบูรณาการงานหลายฝ่ายของ สกว. เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เบื้องต้นภายใน 3 ปี โดยคาดหวังว่าจะช่วยให้ประเทศพัฒนาไปบนเส้นทาง 4จี นั่นคือความสามารถในการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

นับตั้งแต่ปี 2557 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้กำหนดให้มีการพัฒนารูปแบบและนวัตกรรมการบริหารจัดการ "กรอบประเด็นการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Research Issues : SRI) เพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ จำนวน 12 เรื่อง อย่างมีเป้าหมายและบูรณาการงานหลายฝ่ายของ สกว. เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เบื้องต้นภายใน 3 ปี โดยคาดหวังว่าจะช่วยให้ประเทศพัฒนาไปบนเส้นทาง 4จี นั่นคือความสามารถในการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

ล่าสุด หน่วย SRI สกว. ได้จัดการประชุมนำเสนอสรุปผลการทำงานโครงการสังเคราะห์งานวิจัยภายใต้กรอบประเด็นการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ การอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากผู้บริหาร สกว. และผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการปรับแผนงบประมาณ การจัดทำแผนปี 2561 และการระดมสมองการบริหารการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ในบริบทปฏิรูประบบวิจัย

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยและของโลก รวมทั้งระบบวิจัยที่เปลี่ยนไป การวิจัยทั้ง 12 ประเด็นจะต้องเกิดผลกระทบต่อสังคม จึงต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในด้านต่างๆ เพื่อระบุช่องว่างขององค์ความรู้ แล้วนำผลการวิจัยไปเติมเต็มให้เกิด "ผลผลิต ผลลัพธ์ และ ผลกระทบ" และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนของสังคม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใช้องค์ความรู้เป็นฐานสำคัญในการต่อยอดใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ

ประเด็นสำคัญคือ ในอนาคต รูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระบบวิจัยของ สกว. โดยจะมุ่งสนับสนุนประเด็นวิจัยขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบสูงต่อสังคมและประเทศชาติ ให้เกิดเป็นกรอบการวิจัยระดับชาติ "National Research Program" ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้จากสาขาวิชาต่างๆ บนฐานของการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา และการต่อยอดงานวิจัย ซึ่งจะมีรูปแบบสำคัญ ได้แก่ การมีผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเป็นหัวหน้าโครงการหรือนักวิจัยร่วมโครงการ มีหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะนักวิจัย และมีนักวิจัยเสริมทีมตามการใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ นักวิจัยร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือผลักดันให้งานวิจัยเกิดการใช้ประโยชน์ได้

สำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้านี้ สกว.จะต้องใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในการทำ "National Research Program" โดยอาศัยความสามารถของ สกว. ตามความเชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ทั้งด้านการผลิตและสร้างกำลังคน ตั้งแต่ระดับนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก การสื่อสารสังคม ตลอดจนการวิจัยมุ่งเป้าและกรอบประเด็นการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ และจะต้องขับเคลื่อนงานวิจัยตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง สู่การใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างแท้จริง

ที่ผ่านมาตัวอย่างงาน SRI ที่ส่งผลกระทบสูงต่อประเทศ ได้แก่ SRI2 ความมั่นคงอาหารและความปลอดภัยอาหาร ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงด้านการทำเกษตร สมดุลระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน และการจัดการการเข้าถึงอาหารโดยชุมชน ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำและมีปัญหาอยู่มาก งานวิจัยจึงจะเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงนโยบายและใช้ศาสตร์หลายสาขาในการแก้ไขปัญหาเดียวกัน คือการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยหาที่ปรึกษาและทำวิจัยร่วมกับภาคเอกชนและผู้ใช้งานวิจัยร่วมกันตั้งแต่ต้น และต้องมีคนหรือองค์กรในท้องถิ่นเข้ามาร่วมเป็น ผู้วิจัยด้วย ทำให้ได้นโยบายสาธารณะเรื่องการปรับตัวด้านความมั่นคงทางอาหารระดับประเทศ ไปจนถึงระดับชุมชน ตลอดจนพยายามพัฒนาการจัดการระบบการผลิตที่เหมาะสมกับ ภูมินิเวศน์และสภาพอากาศที่แปรปรวน ด้วยระบบเกษตรแม่นยำ (PA) เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยและลดต้นทุน โดยพัฒนาเครื่องวัดสภาพอากาศที่สามารถส่งข้อมูลสภาพอากาศจากภาคสนาม ผ่านเครือข่าย 3จี และอินเทอร์เน็ตแบบ Near Real Time เพื่อให้มีการผลิตแบบระบบเกษตรแม่นยำ จัดทำฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศในอดีตและการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้ารายฤดูเพื่อใช้ในการคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปีล่วงหน้า พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Website http://www.rcces.soc.cmu.ac.th

นอกจากนี้ ยังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่สินค้าอาหารสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัยคือ Primary GAP ในสินค้าเกษตรบางตัวสำหรับเกษตรกร จากการสังเคราะห์มาตรฐานสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต 6 ชนิด (โคเนื้อ โคนม สุกร กุ้งขาว ปลานิล และผัก) ซึ่งได้ส่งให้คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการอาหารของประเทศไปแล้ว รวมถึงศึกษารูปแบบระบบการผลิตและการรับรองผักปลอดภัยแบบประชารัฐ โดยได้ต้นแบบระบบการจัดการเพื่อส่งเสริมมาตรฐาน Primary GAP ของกลุ่มผู้ผลิตผัก จ.อ่างทอง เชื่อมโยงสู่ตลาด ซึ่งหอการค้าจังหวัดช่วยประสานกับโมเดิร์นเทรดภายในจังหวัดให้รับสินค้ากลุ่ม เป็นต้น

SRI10 องค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ นำเสนอตัวอย่างการวิจัยสาขาเกษตร โดยสรุปสถานภาพการเกษตรของไทยว่า การเกษตรยังเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ แต่ปัญหาสำคัญคือ ประสิทธิภาพการผลิตยังต่ำ พึ่งพาสินค้าหลักเพียงไม่กี่ชนิด และการแปรรูปขั้นสูงยังมีน้อย ดังนั้นทิศทางการเกษตรของไทยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรระดับใดจะต้องปรับตัวให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในกระแส โลกาภิวัตน์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้จะต้องปรับเปลี่ยนจากการผลิตของถูกๆ ในปริมาณมาก ที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานสูงมาเป็นการผลิตสินค้าราคาแพงที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงและใช้อย่างรู้คุณค่า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย ผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ กับภูมิปัญญา ชาวบ้าน ทำให้เกิดการพัฒนาไปพร้อมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน และให้ความสำคัญกับโลจิสติกส์ของสินค้าเกษตร ซึ่งการพัฒนาการเกษตรของไทยนั้น นักเกษตรฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ หากแต่ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย

ในอนาคตอันใกล้ สกว.จะต้องยึดการ "สร้างคน" เป็นกลยุทธ์หลักและผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นวิจัยพื้นฐานด้านเกษตรมากขึ้น ตลอดจนสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยพื้นฐานกับงานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงงานวิจัยพื้นฐานข้ามสาขาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และนำคนเก่งๆ มาทำวิจัยเรื่องสำคัญๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยยกตัวอย่างงานวิจัยที่ควรดำเนินการเพิ่มเติมใน 3-5 ปีข้างหน้า เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะต้องพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีชุมชนเป็นฐานเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

SRI6 ธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชั่น มีทั้งนักวิจัยชาวบ้าน นักเศรษฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์ทำการวิจัยในมิติต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความซับซ้อนของปัญหาคอร์รัปชั่น ค้นหาทางออกทั้งจากบนลงล่างและล่างขึ้นบน ทั้งมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ มาตรการทางสังคม และการสื่อสาร โดยมีคณะกรรมการกำกับทิศทางงานวิจัยจากหลายภาคส่วน คือจากภาควิชาการ ป.ป.ช. ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและสื่อ SRI6 ได้ดำเนินการตามกรอบการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม และระบบที่ทำให้คอร์รัปชั่นยังคงอยู่ มีการสังเคราะห์งานวิจัยจากฐานข้อมูลงานวิจัยของ สกว. ควบคู่กับการเผยแพร่ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชั่น การหาเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ เช่น การนำความรู้มาทำเกมออนไลน์และบอร์ดเกม เพื่อให้คนรุ่นใหม่และสังคมตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการทำวิจัยในมิติกฎหมาย ซึ่งข้อสรุปจากงานวิจัยได้นำไปสู่การบรรจุมาตรการควบคุมและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีงานวิจัยที่วิเคราะห์งบประมาณกึ่งการคลังภาครัฐ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของระบบงบประมาณของประเทศไทย ขณะที่แผนงานท้าทายไทยจากงบประมาณสภาวิจัยแห่งชาติ เรื่อง "สังคมไทยไร้คอร์รัปชั่น" ศึกษาคอร์รัปชั่นจากระดับล่างขึ้นบนในมุมมองของชาวบ้าน อันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการวิจัยเพื่อสร้างดัชนีระดับจังหวัด และวิจัยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมโดยนักวิชาการ/นักวิจัยในส่วนกลางกับนักวิจัยชาวบ้านใน 3 พื้นที่ ได้แก่ น่าน นครราชสีมา และกรุงเทพฯ

งานวิจัย SRI6 จะช่วยตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ได้ 5 ยุทธศาสตร์ จาก 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 (สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต) ยุทธศาสตร์ที่ 3 (สกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย) ยุทธศาสตร์ที่ 4 (พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก) ยุทธศาสตร์ที่ 5 (ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต) และยุทธศาสตร์ที่ 6 (ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย) n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท