
'ค่าเงินบาท ปัจจัยเกื้อหนุนการส่งออก'
ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุขผู้บริหารสูงสุด สายงานลูกค้าธุรกิจ ธนาคารอาร์เอชบี สาขาประเทศไทยที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติเราพูดกันมากถึงความสำคัญของการส่งออกที่จะมีผลต่อจีดีพีของประเทศ และรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ มากมายออกมาผลักดันการส่งออก ซึ่งดูแนวโน้มแล้วเห็นตัวเลขขยับตัวในทางที่ดีขึ้นบ้างในบางหมวด อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องมีความระมัดระวังเช่นกัน เพราะการแข็งขึ้นหรืออ่อนลงของค่าเงินย่อมมีผลต่อราคาสินค้าที่จะส่งออก ดังนั้นนโยบายบาทอ่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดูจะเหมาะสมที่สุดในทางทฤษฎี
ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุขผู้บริหารสูงสุด สายงานลูกค้าธุรกิจ ธนาคารอาร์เอชบี สาขาประเทศไทยที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เราพูดกันมากถึงความสำคัญของการส่งออกที่จะมีผลต่อจีดีพีของประเทศ และรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ มากมายออกมาผลักดันการส่งออก ซึ่งดูแนวโน้มแล้วเห็นตัวเลขขยับตัวในทางที่ดีขึ้นบ้างในบางหมวด อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องมีความระมัดระวังเช่นกัน เพราะการแข็งขึ้นหรืออ่อนลงของค่าเงินย่อมมีผลต่อราคาสินค้าที่จะส่งออก ดังนั้นนโยบายบาทอ่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดูจะเหมาะสมที่สุดในทางทฤษฎี
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าตลาดทุน ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินนั้นมีผลต่อค่าเงินอย่างรวดเร็วเช่นกัน และเป็นปัจจัยที่ยากจะควบคุม เนื่องจากถือเป็นตลาดที่มีความเป็นอิสระสูง ที่เรามักเรียกกันในปัจจุบันว่า Fund Flow หรือ "การเคลื่อนย้ายเงินทุน" หากเรามองในรอบสัปดาห์นี้ จะพบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นั่นคือแข็งค่าอย่างต่อเนื่องที่ล่าสุดแตะระดับ 33.62/33.64 บาท/ดอลลาร์ ณ วันที่ 17 ก.ค. 2560
สิ่งที่น่าตกใจคือเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นมาถึง 50 สตางค์/ดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งสวนทางกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เพราะฝั่งสหรัฐนั้นมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาตลอดในขณะที่ประเทศไทยเรายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% อย่างเหนียวแน่น โดยในหลักการนั้นค่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์
นั่นหมายความว่าตลาดทุนและตลาดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องของไทยยังมีความน่าสนใจมากในสายตานักลงทุนต่างชาติ จึงเข้ามาลงทุนผ่านตลาดเหล่านี้ด้วยการซื้อเงินบาท เมื่อเงินบาทเป็นที่ต้องการจึงแข็งค่าขึ้น แม้ว่าฝั่งสหรัฐอเมริกาจะมีการปรับดอกเบี้ยแล้วก็ตาม ตลาดทุนไทย ตลาดตราสารหนี้ยังมีความดึงดูดใจสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะโดยธรรมชาติของประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อบ้าน เช่น มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้เวลาที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ประเทศไทยนั้นกลับได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อดีของการกระจายตัวในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว
นั่นคือสัญญาณที่ดีในแง่ความ เชื่อมั่น แต่สำหรับผู้ส่งออกแล้วก็เป็นสิ่งที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจยากลำบากขึ้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในการสมดุลผลดีและผลเสียเรื่องนี้
สิ่งหนึ่งที่อาจต้องจับตาดูคือความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง (กนง.) ว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5%
การที่ตลาดทุนขยับในทางบวกเช่นนี้เป็นเรื่องดี เนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับ 1,500-1,560 จุด มาในระยะหนึ่งแล้ว หากดัชนีสามารถเคลื่อนไหวขึ้นไปยืนเหนือ 1,600 จุดได้ จะถือเป็นนัยสำคัญที่มีผลทางจิตวิทยาสูงมากต่อตลาดโดยรวม
ในแง่ผู้ส่งออกนั้น หากสถานการณ์ไปในทิศทางเช่นนี้ การต้องวางแผนการส่งออกควรกระทำอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือรักษาเสถียรภาพค่าเงินต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้สัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราล่วงหน้า หรือ FX Forward Contract และยังต้องคำนวณต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อว่าเงินบาทจะไม่มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงในลักษณะนี้บ่อยครั้งนัก
ในทางกลับกัน ผู้นำเข้าจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทั้งผลดีและผลลบทุกอย่างที่กล่าวไปนั้น สุดท้ายแล้วจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งภาครัฐเองต้องคอยดูแลให้มีความสมดุลทั้งฝั่งส่งออกและนำเข้า เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยเรานั้นจะไม่ขาดดุลทางการค้า
ในขณะที่รัฐบาลต้องกระตุ้นการลงทุนอย่างหนัก โดยการลงทุนภาครัฐการที่ค่าเงินบาทแข็งตัวก็ทำให้เกิดความได้เปรียบที่ใช้เงินบาทน้อยลง โดยการลงทุนที่ว่านั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนแค่ในบริเวณเดิมๆ เช่นจังหวัดหรือเขตเศรษฐกิจเดิม แต่ควรมุ่งเน้นการลงทุนที่ทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจใหม่เพื่อการกระจายตัวของรายได้ เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อการเจริญเติบโตที่มั่นคงของประเทศ
ทั้งหมดนี้คือ "ระบบ" ที่มีความเชื่อมโยงกัน และจะมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ รัฐบาลคงต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการสร้างความเข้าใจในรายละเอียดต่อฝั่งที่อาจจะได้รับผลกระทบและชั่ง น้ำหนักว่า อะไรจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อ "ระบบ" โดยรวม n







