
ทรัมป์เหลว 6 เดือนแรกยากพาศก.สหรัฐผงาด
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ผ่านมาแล้ว 6 เดือนนับตั้งแต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลใหม่ของสหรัฐสามารถผ่านกฎหมายได้ทั้งหมด 42 ฉบับ เช่น กฎหมายปกป้องคนวงในที่ออกมาแฉการทุจริตของหน่วยงานรัฐหรือบริษัท และประกาศความสำเร็จในการลดกฎเกณฑ์การกำกับดูแลต่างๆ ไปถึงราว 860 ข้อ เช่น ในอุตสาหกรรมการบิน รถยนต์ และการเดินรถไฟ เป็นต้น
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ผ่านมาแล้ว 6 เดือนนับตั้งแต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลใหม่ของสหรัฐสามารถผ่านกฎหมายได้ทั้งหมด 42 ฉบับ เช่น กฎหมายปกป้องคนวงในที่ออกมาแฉการทุจริตของหน่วยงานรัฐหรือบริษัท และประกาศความสำเร็จในการลดกฎเกณฑ์การกำกับดูแลต่างๆ ไปถึงราว 860 ข้อ เช่น ในอุตสาหกรรมการบิน รถยนต์ และการเดินรถไฟ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กลับยังไม่สามารถทำตามสัญญาใน "นโยบายขนาดใหญ่" ที่ให้ไว้ตั้งแต่หาเสียงได้ โดยยังไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญๆ ได้แม้แต่เรื่องเดียว ซึ่งความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดเป็นของขวัญครบรอบ 6 เดือน ก็คือวุฒิสภาที่รีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่อยู่เพียงเล็กน้อยที่ 52 เสียงจาก 100 เสียง ต้องถอดร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ที่ทรัมป์พยายามผลักดันออกจากการบรรจุเป็นวาระเข้าสภา เพราะมีแนวโน้มจะไม่ผ่านที่ประชุม หลังวุฒิสมาชิกพรรคอย่างน้อย 4 คน ออกตัวไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว ทำให้ต้องมาเจรจากันใหม่ภายในพรรคอีกรอบ
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากข่าวอื้อฉาวในกรณีที่รัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือก ตั้งได้ โดยบรรดาสื่อมวลชนสหรัฐต่างขุดคุ้ยเรื่องดังกล่าวไม่หยุด ขณะที่คะแนนความนิยมในรอบ 6 เดือน ในผลสำรวจความนิยมของเอบีซี/วอชิงตันโพสต์ อยู่ที่เพียง 36% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีประธานาธิบดีคนใดทำได้ในรอบ 70 ปี
ความล้มเหลวที่ผ่านมาทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า นโยบายใหญ่ที่ทรัมป์จะผลักดันในอนาคตอาจจะเผชิญชะตากรรมเดียวกับกฎหมายประกันสุขภาพ ทั้งการจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและการปฏิรูปภาษี ซึ่งยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในรูปแบบเดียวกันอีก
"การไม่สามารถผ่านกฎหมายประกันสุขภาพได้ ทำให้บางคนยังคงกังวลต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายด้านการคลัง" ลิซา คอปป์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของยูเอส แบงก์ เวลธ์ แมเนจเมนต์ กล่าว
พรรครีพับลิกันพยายามจะผลักดันแผนงบประมาณสำหรับปี 2018 มูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 134 ล้านล้านบาท) โดยไม่อาศัยเสียงจากพรรคเดโมแครตที่เตรียมค้านงบประมาณ ดังกล่าว เนื่องจากนอกเหนือจากการใช้จ่ายแล้ว รีพับลิกันยังเสนอให้ปรับลดการใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายด้านอาหารให้กับผู้ยากจนและการปรับลดงบประมาณการกำกับดูแลภาคธนาคารและสถาบันการเงินอีกด้วย
รีพับลิกันวิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายภาครัฐในลักษณะงบประมาณขาดดุลมหาศาลมาตลอด โดยแผนงบประมาณที่พรรคเสนอจะปรับลดการใช้จ่าย 5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 168 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อพลิกจากงบประมาณขาดดุลราว 7 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 23 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ เป็นเกินดุล 9,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3 แสนล้านบาท) ภายในปี 2027
แต่แผนงบประมาณดังกล่าวจะเผชิญกับปัญหาเดิมเช่นเดียวกับประกันสุขภาพ โดยสมาชิกที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่งต่างเรียกร้องให้การปรับลดงบประมาณเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่แผนปัจจุบันเสนอ ขณะที่สมาชิกซึ่งมีแนวคิดสายกลาง ต้องการให้แผนงบประมาณดังกล่าวโฟกัสที่การปฏิรูปภาษีเพื่อปรับลดการขาดดุลมากกว่าจะไปลดงบประมาณในส่วนอื่นๆ แม้เดิม รีพับลิกันจะตั้งใจใช้ร่างงบประมาณดังกล่าวเป็นใบเบิกทางสู่การปฏิรูปภาษี
นอกเหนือจากเรื่องร่างงบประมาณดังกล่าว ช่วงประนีประนอมพร้อมกันทั้งสองฝั่งระหว่างจีนและสหรัฐก็ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยการพูดคุยทวิภาคีสองฝ่ายในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ล้มเหลวในการออกแถลงการณ์ร่วมและต้องยกเลิกแถลงการณ์ปิดการประชุมต่อหน้าสื่อมวลชนไป หลังเมื่อ 3 เดือนก่อนทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะตกลงกันออกแผน 100 วัน เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าจากสหรัฐก็ตาม
ในแผนการ 100 วันดังกล่าว จีนเปิดตลาดให้กับเนื้อวัวจากสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งจีนห้ามนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐ เพราะการแพร่ระบาดของโรควัวบ้า แต่ในด้านอื่นๆ ที่จีนสัญญาไว้ เช่น การเข้าถึงภาคบริการการเงินและการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) จากสหรัฐมากขึ้นยังคงไม่คืบหน้า ขณะที่จีนยังไม่พอใจการควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงมายังจีนของสหรัฐเพราะเกรงเทคโนโลยีจะรั่วไหลอีกด้วย
ก่อนการประชุมดังกล่าว วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ระบุว่า การค้าเกินดุลของจีนต่อสหรัฐไม่ได้เกิดจากการขับเคลื่อนของตลาด และจำเป็นต้องปรับสมดุลเพื่อให้การค้าและการลงทุนระหว่างสองชาติมีความยุติธรรมมากขึ้น ซึ่งสหรัฐขาดดุลกับจีนมากถึง 3.09 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การเปิดเผยของรอสส์ใช้คำที่รุนแรงกว่าปกติต่อหน้าหวังหยาง รองนายกรัฐมนตรีจีน
ความตึงเครียดดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุม ก่อนลงเอยด้วยการไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังคงพร้อมร่วมมือกันเพื่อลดการขาดดุลกับสหรัฐต่อไป แต่นับเป็นการล้มเหลวสำหรับการประชุมทวิภาคีอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างจีนและสหรัฐในสมัยรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มจะยิ่งฉุดความนิยมของทรัมป์มากขึ้น โดยเฉพาะจากแรงงานสหรัฐที่พ่ายต่อสินค้าราคาถูกจากจีน
ความไม่มั่นใจต่อประสิทธิภาพในการผลักดันนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันสหรัฐส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์อย่างหนัก และเคลื่อนไหววนเวียนอยู่ที่ระดับต่ำสุด 10 เดือน นับตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่แล้วจนถึงกลางสัปดาห์นี้ และความไม่แน่นอนทางนโยบายยังทำให้เศรษฐกิจสหรัฐยากจะขึ้นถึงเป้าหมายของทรัมป์ที่ตั้งเอาไว้สูงถึง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่โต 1.2%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หั่นคาดการณ์การขยายตัวของสหรัฐลงจาก 2.3% เป็น 2.1% สำหรับปีนี้ และลดของปีหน้าลงจาก 2.5% เหลือ 2.1% โดยเป็นการปรับลดหลังตัดการคำนวณนโยบายกระตุ้นทางการคลังของสหรัฐออกไป
"แม้จะมีแนวคิดที่จะใช้นโยบายเพื่อกระตุ้นการเจริญตอบโต้ แต่ แนวโน้มการขยายตัวมีแนวโน้มน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังต้องใช้เวลานานกว่าที่จะกลายเป็นจริง" ไอเอ็มเอฟ กล่าวเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
การผลักดันนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ยังเหลือเวลาอีก 3 ปีครึ่งตามวาระประธานาธิบดี หรือมิเช่นนั้นทรัมป์จะต้องรวบรวมฐานเสียงและเอาชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 ให้ได้ ท่ามกลางเวลาที่น้อยลงไปทุกวินาที n







