posttoday
‘หมอจุฬา’ รุกออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเข้มข้น

‘หมอจุฬา’ รุกออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเข้มข้น

19 กรกฎาคม 2560

พลพัต สาเลยยกานนท์การแข่งขันของตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยที่มีความรุนแรงสูงจากทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ แบรนด์ไทย หรือจะแบรนด์ต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดล้วนต้องงัดกลยุทธ์เด็ดมาสร้างความแตกต่าง เพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนอยู่บนตลาดนี้

พลพัต สาเลยยกานนท์

การแข่งขันของตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยที่มีความรุนแรงสูงจากทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ แบรนด์ไทย หรือจะแบรนด์ต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดล้วนต้องงัดกลยุทธ์เด็ดมาสร้างความแตกต่าง เพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนอยู่บนตลาดนี้

จิรัฏฐ์ รุ่งสินเดชาพัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท หมอจุฬา เปิดเผยว่า ตลาดสกินแคร์และตลาดคอร์สเมติกส์ มีมูลค่าตลาดราว 2 หมื่นล้านบาท/ปี และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องของผู้เล่นในตลาด ดังนั้น บริษัทจึงต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นและสร้างความแตกต่าง เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด รวมถึงการใช้กลยุทธ์ด้านราคาขายที่ช่วยให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม เมื่อเทียบคุณภาพกับราคาของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในช่องทางต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเจาะลึก รวมถึงการขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ รอบประเทศไทยและขยายตลาดไปยังประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศต่าง มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผล กระทบต่อกำลังซื้อ โดยรวมของผู้บริโภคส่งผลให้ยอดขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่หวือหวามากนักสำหรับบริษัท

ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่ายอดขายรวมของบริษัทจะสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างน้อย 5% จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ จุฬา ออริจิ้น สเนลมอน บลิ้งค์ ดับเบิ้ล เซรั่ม, จุฬา ออริจิ้น สเนลมอน บลิ้งค์ โอเวอร์ไนท์ มาสก์, จุฬา ออริจิ้น สเนลมอน บลิ้งค์ คลีนซิ่ง โซป เป็นต้น ซึ่งจะผลิตดันยอดขายให้บรรลุเป้าหมายที่คาดหวังไว้

นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทมองว่าโอกาสการแนะนำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมีโอกาสสูงที่จะขยายตลาดได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะการเปิดเสรีเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ส่งผลให้การยอมรับของตลาดโดยเฉพาะในตลาดประเทศเพื่อนบ้านสำเร็จได้ง่ายยิ่งขึ้น จากการยอมรับผลิตภัณฑ์และความนิยมผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทย โดยปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม สปป.ลาว เมียนมา และล่าสุดประเทศจีนพร้อมกันนี้ยังมีแผนการขยายตลาดไปยังมาเลเซียและกัมพูชา ตามลำดับ ในอนาคตอันใกล้นี้

ปัจจุบันบริษัทใช้ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย อาทิ การขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ขายผ่านโมเดิร์นเทรด และคอนวีเนียนสโตร์ รวมถึง การขายผ่านสื่อทีวี รายการช็อปแชนแนล รายการ TV DIRECT และขายผ่านสื่อออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดีย

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนการขยายความสำคัญในการขาย ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อรองรับการ ขยายตัวของธุรกิจที่มีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น จึงได้เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ให้หลากหลายเพื่อครอบคลุมทุกกลุ่ม ลูกค้า โดยล่าสุดได้นำผลิตภัณฑ์จำหน่ายในช่องทางออนไลน์ โดยร่วมกับเว็บ ขายสินค้าออนไลน์ชั้นนำ ได้แก่ www.lazada.co.th, www.11street.co.th และกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอีกหลายเว็บไซต์

"การที่บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางการตลาดผ่านออนไลน์เพิ่ม มากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อผ่านทางเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมร้านค้าออนไลน์ หรือผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม วีแชท" จิรัฏฐ์ กล่าว

นอกจากนั้น นโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการตลาดยุด 4.0 ทำให้เว็บไซต์ หรือโซเชียลต่างๆ ได้พัฒนาแพรตฟอร์มให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น ส่งผลต่อการทำค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีการออกกฎระเบียบ หรือกฎหมายเข้ามาควบคุมเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นที่จะทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านออนไลน์มากขึ้น

ที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ทั้งตัวแทนจำหน่าย รายการโทรทัศน์ ร้านสะดวกซื้อ และดิสเคาต์สโตร์ สำหรับการใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้านั้น เพราะเชื่อว่าจะช่วยทำให้การตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เนื่องจากกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนและเลือกจำกัดกลุ่มเป้าหมายได้แคบลง ทำให้เกิดความสะดวกในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการส่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าบริการไปยังผู้บริโภค ไม่ว่าจะส่งข่าวสารโปรโมชั่น รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจจูงใจให้ซื้อ ที่สำคัญยังสามารถตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโภคได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้บริษัท ได้ใช้ช่องทางออนไลน์โดยเน้นไปที่โซเชียลมีเดียเป็นหลัก แต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไปทางบริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ในทุกๆ ประเภท และเน้นกลยุทธ์การตลาดต่างๆ ผ่านทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย จึงมั่นใจว่าจะสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจและทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถเข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถทำให้ยอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ