
ปี 2018 รถยนต์ไม่ใช้ กระจกมองหลังและมองข้าง!
เรื่อง | ทีม Beatrootทุกคนรู้ดีว่ารถยนต์นั้นเป็นหนึ่งสิ่งที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และในปัจจุบันเองรถยนต์ก็มีหลากหลายรุ่น มีการพัฒนามาอยู่ตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ เกิดความคุ้มค่า และปลอดภัยมากที่สุด
เรื่อง | ทีม Beatroot
ทุกคนรู้ดีว่ารถยนต์นั้นเป็นหนึ่งสิ่งที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และในปัจจุบันเองรถยนต์ก็มีหลากหลายรุ่น มีการพัฒนามาอยู่ตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ เกิดความคุ้มค่า และปลอดภัยมากที่สุด
บวกกับโลกในทุกวันนี้ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจริงๆ จนเกิดเป็นรถยนต์ที่ใช้กล้องแทนกระจกมองหลังและมองข้างกันแล้ว
เมื่อผู้ขับขี่เข้ามานั่งในห้องโดยสารหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ เตรียมพร้อมจะเดินทางไปสู่ที่หมายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการปรับกระจกมองข้างและกระจกมองหลังรถให้มีวิสัยทัศน์ในการมองที่ปลอดภัย
การปรับกระจกหลังและกระจกมองข้างเป็นเรื่องยุ่งยากมากทีเดียวสำหรับผู้ไม่ชำนาญ
เทคนิคการปรับกระจกมองหลัง ควรปรับกระจกให้อยู่เหนือพ้นศีรษะของผู้ขับขี่ และมองเห็นภาพในมุมกว้างมากที่สุด ทั้งด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้กระจกมองหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มมุมมองทั้งภายในและภายนอกรถได้ เพื่อความปลอดภัย
วิธีปรับกระจกมองข้างฝั่งผู้ขับ ปรับให้กระจกกางออกโดยตั้งฉากและขนานกับตัวรถ เอียงลงพื้นเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ขับเห็นวิสัยทัศน์ด้านล่าง เช่น ขอบฟุตปาทถนน แต่ต้องระวังไม่ปรับกระจกให้เห็นตัวถังรถด้านข้างมากเกินไป ควรปรับให้มองเห็นท้ายรถในกระจกมองข้างประมาณ 15-20% ของตัวรถ เพราะหากปรับให้เห็นตัวรถมากเกินไปจะทำให้เกิดจุดบอดวิสัยทัศน์การมองก็จะเห็นลดน้อยลง
ส่วนวิธีปรับกระจกมองข้างฝั่งผู้โดยสาร ปรับเช่นเดียวกับฝั่งคนขับคือให้เห็นตัวถังรถในกระจกมองข้างประมาณ 15-20% หากปรับแล้วมองเห็นคนนั่งข้างแสดงว่าปรับกระจกเข้ามาที่ตัวรถมากเกินไป และควรปรับเอียงลงพื้นเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านล่าง
ตอนนี้เริ่มมีการผลิตรถยนต์แบบไม่มีกระจกมองหลังและมองข้าง ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีรถต้นแบบที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนเลยก็ว่าได้
เพราะเวลาเราขับรถ ผู้ขับขี่ก็ต้องระวังรถทางด้านข้างจากการมองกระจกที่ติดมากับตัวรถทั้งซ้ายขวาและด้านหลัง แต่ตอนนี้จะกลายเป็นกล้องแทน คือการตัดกระจกมองข้างทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยกล้องมองข้าง โดยจะติดตั้งอยู่ภายในห้องโดยสารแทน
นอกจากช่วยให้ตัวรถมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นขึ้นแล้ว ยังช่วยลดแรงเสียดทานอากาศและเพิ่มอัตราความประหยัดเชื้อเพลิงด้วย แต่เทคโนโลยีนี้ต้องพึ่งพาหลายปัจจัยทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และนโยบายของรัฐบาล
ล่าสุดทางค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกเตรียมยื่นเรื่องยกเลิกกฎรถยนต์ที่ต้องติดตั้งกระจกมองข้างในสหรัฐอเมริกา โดยผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายกำลังเตรียมที่จะนำระบบกล้องมอนิเตอร์เข้ามาแทนที่กระจกหลังและกระจกข้างของรถยนต์ภายในอีก 1 ปีข้างหน้านี้
สำหรับการพัฒนานี้ เป็นการปูทางไปสู่เทคโนโลยีใหม่ของรถยนต์ในอนาคต โดยใช้กล้องวิดีโอส่งภาพมาในตัวรถแทนกระจกข้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองทัศนวิสัยรอบตัวรถ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เรื่องหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้เพิ่มความเร็วสูงสุด
หากติดตั้งในรถทั้งหมดผลวิจัยชี้ว่าลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันประมาณ 9 ล้านลิตร/ปี และสามารถสร้างสรรค์ดีไซน์ใหม่ๆ ให้แก่รถได้อีกด้วย และแน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่กล้องมองข้างนี้ได้ถูกติดตั้งในรถรุ่นใหม่บ้างแล้ว
ที่น่าสนใจ คือค่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติอเมริกันอย่าง เทสลา (Tesla) เริ่มมองหาหนทางการเลิกใช้กระจกมองข้างอย่างจริงจังแล้ว ทางเว็บไซต์ Automotive News รายงานว่า เทสลา เคยเปิดตัวรถ Model X เวอร์ชั่นต้นแบบที่ไม่มีกระจกมองข้าง แต่เมื่อเปิดตัวรถโปรดักชั่นออกจำหน่ายจริง กลับมีกระจกมองข้างแบบดั้งเดิมติดมาด้วย สาเหตุสำคัญคือการติดตั้งกล้องแทนที่กระจกมองข้างนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายของหน่วยงานป้องกันความปลอดภัยบนทางหลวงของสหรัฐ หรือ NHTSA
แต่ในเวลานี้ เทสลากำลังล็อบบี้ NHTSA ให้ปรับกฎระเบียบข้อนี้ใหม่ โดยล่าสุดคาดว่าจะมีการหารือให้ใช้กล้องมองข้างติดตั้งภายในรถยนต์ในปี 2018 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เทสลา และค่ายรถอเมริกันรายอื่นมีเวลาในการศึกษาเทคโนโลยีเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่าค่ายรถโฟล์คสวาเกนก็กำลังผลักดันรัฐบาลเยอรมนีให้เปลี่ยนกฎระเบียบข้อนี้เช่นกัน ซึ่งหวังว่าเราจะได้เห็นรถโปรดักชั่นแบบไร้กระจกมองข้างในอนาคตอีกไม่ไกลนัก
ในตอนนี้บรรดาค่ายรถต่างๆ ยังได้เผยถึงแผนการให้กล้องข้างตัวรถเริ่มเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในปี 2018 จากข้อมูลทั้งหมดนี้ คงชี้ชัดแล้วว่าเทคโนโลยีกล้องข้างตัวรถน่าจะมีให้ใช้กันในเร็ววัน
แต่อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องติดตามกันต่อไป ว่ารถยนต์ที่ไม่มีกระจกมองข้างมันจะเวิร์กหรือไม่? เวลาใช้จะถนัดไหม? หรือยังชินกับการมองกระจกอยู่ เพราะการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ตัวผู้ขับขี่เองถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่และเสี่ยงพอสมควร รถที่ไม่มีกระจกมองหลังและมองข้าง แต่ใช้กล้องกับจอ แสดงผลแทน ขับแล้วจะรู้สึกยังไง?
คงเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรองรับการขับขี่รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีเข้ามารับใช้มนุษย์ ในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น n







