posttoday
เงินสำรองเลี้ยงชีพของเรา เรา(ควรได้)เลือกลงทุนเอง

เงินสำรองเลี้ยงชีพของเรา เรา(ควรได้)เลือกลงทุนเอง

19 กันยายน 2553

การเลือกแผนลงทุนของแต่ละคนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนตัวของแต่ละคน ทั้งเรื่อง อายุ การยอมรับความเสี่ยง และการลงทุนอื่นๆ เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปเลือกแผนลงทุนตามคนอื่น...

การเลือกแผนลงทุนของแต่ละคนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนตัวของแต่ละคน ทั้งเรื่อง อายุ การยอมรับความเสี่ยง และการลงทุนอื่นๆ เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปเลือกแผนลงทุนตามคนอื่น...

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

หลังจากเขียนเรื่อง “คนเกษียณ...อย่าให้เงินเกษียณ” มาถึง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ทำให้เห็นเลยว่า คนที่ไม่ได้วางแผนสำหรับการใช้ชีวิตหลังจากที่ไม่มีรายได้ประจำจากการทำงานต้องลำบากแน่ๆ เพราะขนาดคนที่มีการวางแผนมาบ้าง มีเงินก้อนจากการออมมาบ้าง แต่เงินออมก้อนนั้นอาจจะไม่พอใช้ไปตลอดชีวิตก็ได้

พอคิดได้แบบนั้นเลยลองหันกลับมามองเงินออมก้นกระเป๋าของตัวเองดูบ้าง ก็พอมีอยู่ให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มีทั้งเงินสะสมส่วนตัวและเงินสมทบจากนายจ้าง เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่า เงินเดือนจำนวนไม่มากนักที่ถูกหักออกไปแต่ละเดือนจะมีจำนวนรวมกันได้มากเกินความหมาย

เงินสำรองเลี้ยงชีพของเรา เรา(ควรได้)เลือกลงทุนเอง

แต่พอเหลือบไปเห็น “ผลตอบแทน” ในแต่ละปี กลับทำให้หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงทำให้ “วัยรุ่นเซ็ง” เพราะเงินแทบจะไม่งอกเงยขึ้นมาเลยในแต่ละปี และแทบไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องการเอาชนะเงินเฟ้อเลย แค่ชนะดอกเบี้ยเงินฝากก็เก่งแล้ว และเชื่อว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่ก็คงอยู่ในสภาพเดียวกัน

นั่นเพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินออมของคนทั้งบริษัท ทำให้คณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องระมัดระวังในการกำหนดนโยบายลงทุน ที่ “ปลอดภัยไว้ก่อน” เพื่อเน้นรักษาเงินต้นและอาจจะมีการลงทุนในหุ้นอยู่บ้าง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้ผลตอบแทนที่ออกมาไม่ประทับใจ “วัยรุ่น” เท่าไหร่

แต่จะไปว่า คณะกรรมการกองทุนฯ ก็ไม่ได้ เพราะหน้าที่ในการกำหนดนโยบายลงทุนของคณะกรรมการกองทุนฯ ถ้าออกมาได้ดีก็ไม่ค่อยได้รับคำชม แต่ถ้าผิดพลาดขึ้นมาเมื่อไรก็โดนรุมยำเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นนโยบายการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อคนทั้งบริษัทจึงไม่มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทน

เพราะฉะนั้นคงจะดีกว่า ถ้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนได้มีสิทธิเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง หรือได้ลงทุนในแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะเราแต่ละคนมีความชอบ มีความเชื่อ และมีปัจจัยส่วนตัวที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่รูปแบบการลงที่แตกต่างกันด้วย

Employee’s Choice คือ คำตอบ

คงไม่มีใครสามารถกำหนดรูปแบบการลงทุนของตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นคงจะดีถ้าเราได้เลือกการลงทุนสำหรับการเกษียณที่เหมาะกับตัวเราด้วยตัวเราเอง ซึ่งในปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนเลือกนโยบายการลงทุนได้เอง โดยผ่านโครงการที่ชื่อว่า Employee’s Choice

นอกจากสมาชิกจะได้เลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองด้วยตัวเองแล้ว การเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนเลือกนโยบายการลงทุนเอง ยังเป็นผลดีกับคณะกรรมการกองทุนฯ อีกด้วย เพราะคณะกรรมการกองทุนฯจะได้ไม่ต้องเป็น “หนังหน้าไฟ” คอยรับคำติเตียนเมื่อผลตอบแทนไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง

เหมือนกับที่ สิริรัตน์ สมบัติรักษาสุข กรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งถือเป็นองค์กรต้นแบบที่จัดให้มี Employee’s Choice ให้กับสมาชิกกองทุนได้เลือกนโยบายการลงทุนเอง กล่าวว่า...

“การนำรูปแบบ Employee’s Choice มาใช้จะเป็นประโยชน์กับคณะกรรมการกองทุนฯ เพราะไม่ต้องตัดสินใจในการกำหนดนโยบายการลงทุนเอง ไม่ต้องคอยตอบคำถามสมาชิกกองทุน ขณะที่สมาชิกกองทุนจะได้เรียนรู้เรื่องการลงทุน และสนใจการลงทุนมากขึ้น ไม่มาต่อว่าคณะกรรมการกองทุนฯ ว่า ตัดสินใจผิดพลาด”

พร้อมกับให้รายละเอียดว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ ก.ล.ต. เริ่มนำ Employee’s Choice มาใช้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีกฎหมายให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเลือกลงทุนได้หลายนโยบายภายใต้กองทุนเดียวกัน จึงจำเป็นต้องออกกองทุนมาเพิ่มอีก 1 กองทุน เพื่อให้สมาชิกผสมสัดส่วนการลงทุนกันเอง เพราะฉะนั้นสัดส่วนการลงทุนของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย

ในปัจจุบัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ ก.ล.ต. มีอยู่ 2 นโยบายให้สมาชิกเลือกลงทุน ระหว่างกองทุนตราสารหนี้และกองทุนหุ้น และเปิดให้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนได้ปีละ 2 ครั้ง ในเดือน ก.พ. และเดือน ส.ค.

“ก่อนจะเปิดให้โอนย้ายกองทุนทุกครั้งจะเชิญตัวแทนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปพูดให้ฟังว่า แนวโน้มตลาดจะเป็นอย่างไร และพอเกิดเหตุการณ์อะไรที่ผิดปกติก็ต้องสื่อสารให้สมาชิกเข้าใจ ด้วยภาษาง่ายๆ ตามความเหมาะสม และถ้าเป็นไปได้ควรตอบคำถามก่อนที่จะเกิดข้อสงสัย” สิริรัตน์ กล่าว

นอกจาก ก.ล.ต.แล้ว ยังมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) อีกองค์กรหนึ่งที่นำรูปแบบ Employee’s Choice มาใช้ เพื่อให้สมาชิกกองทุนได้มีสิทธิเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง

โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กบข. กล่าวว่า ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ที่แม้ว่าส่วนใหญ่ หรือประมาณ 60% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจะมีอายุระหว่าง 40-60 ปี แต่ทั้งหมดจะมีความแตกต่างเรื่องอายุค่อนข้างมาก จึงเปิดให้มีโครงการ “My ChoiceMy Chance เราเลือกได้!!” ที่เริ่มโครงการไปเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2553

“เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้สมาชิกเลือกลงทุนในแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะไม่มีใครเหมือนใคร เพราะฉะนั้นแทนที่จะให้ กบข. กำหนดสัดส่วนการลงทุนเอง ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจสมาชิก เลยเปิดให้มีแผนการลงทุน 4 แผนให้เลือก |ที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เพราะต้องการให้สมาชิก กบข. มีความเข้าใจก่อน และในอนาคตอาจจะเพิ่มแผนลงทุนให้มากขึ้นอีกได้” โสภาวดี กล่าว

หลายคน-หลายแผนลงทุน

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกองทุนฯ ที่สนใจจะนำ Employee’s Choice ไปใช้ อาจจะคิดหนัก เพราะคงต้องทำแบบเดียวกับที่ ก.ล.ต. ทำ คือ ตั้งกองทุนเพิ่ม และที่หนักกว่านั้น คือ “งานหลังบ้าน” เพราะนายจ้างที่เป็นคนจัดการส่งเงินเข้ากองทุน ต้องกระจายเงินไปตามสัดส่วนที่สมาชิกเลือก ซึ่งพอถึงเวลาส่งเงินคงจะวุ่นวายกันน่าดู

แต่ อารยา ธีระโกเมน กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ทิสโก้ ในฐานะอุปนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กล่าวว่า ในปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1 กองทุน สามารถกำหนดทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย โดยนายจ้างเพียงแค่ส่งเงินทั้งหมดเข้าไปที่กองทุนตามเดิม ที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของบริษัทจัดการในฐานะผู้จัดการกองทุนเอง

เพราะฉะนั้นจะกำหนดแผนลงทุนออกเป็นกี่แผน ลงทุนสินทรัพย์หลากหลายแค่ไหนก็ได้ ไม่มีปัญหา เพียงแต่ สิริรัตน์ แนะนำว่า ก่อนที่จะนำ Employee’s Choice มาใช้ ต้องประเมินความรู้ความเข้าใจของสมาชิกกองทุนด้วยว่า มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนการลงทุนที่เหมาะสม

เช่นเดียวกับ โสภาวดี ที่บอกว่า สำหรับแผนการลงทุนที่ กบข. กำหนดไว้ 4 แผน ก็เริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกกองทุน เพื่อจัดแผนลงทุนที่เหมาะสมกับสมาชิกทั้งหมด โดย 4 แผนลงทุนของ กบข. ประกอบด้วย

แผนหลัก (ให้ดอกผลพอเพียง บนความเสี่ยงพอเหมาะ) ซึ่งเป็นแผนการลงทุนปัจจุบันของ กบข. อยู่แล้ว โดยแผนการลงทุนนี้จะแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น หุ้น 22% ตราสารหนี้ 70.5% และอสังหาริมทรัพย์ 7.5%

สำหรับแผนหลักนี้จะมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว จึงเหมาะกับการลงทุนที่มีระยะลงทุนที่นานพอสมควร และมีความเสี่ยงในระดับปานกลางค่อนไปทางความเสี่ยงต่ำ เพราะฉะนั้นหากสมาชิก กบข. ที่ไม่ได้เลือกแผนลงทุนอันไหนเลย กบข. จะเลือกลงทุนในแผนหลักให้แบบอัตโนมัติ

แผนผสมหุ้นทวี (เสี่ยงสูงขึ้น เพื่อลุ้นผลตอบแทนด้วยตราสารทุน) โดยจะลงทุนในสินทรัพย์ 3 ประเภทแบบเดียวกับแผนหลัก เพียงแต่เพื่อสัดส่วนหุ้นขึ้นมาเป็น 35% ลดตราสารหนี้เหลือ 57.5% และอสังหาริมทรัพย์ 7.5% เท่ากัน

แผนการลงทุนนี้ มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าแผนการลงทุนอื่น จากเพิ่มสัดส่วนหุ้นเข้าไปนั่นเอง ในขณะที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงเหมาะกับสมาชิกที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงสูงได้ และสมาชิกที่อายุน้อย มีระยะเวลาลงทุนนาน

แผนตราสารหนี้ (เน้นเสี่ยงน้อยค่อยๆ ออม) เป็นแผนลงทุนที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ทั้ง 100% แต่มีทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะยาว เพราะมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่หวือหวา เพราะไม่มีการลงทุนในหุ้นเลย เพียงแต่อาจจะมีความผันผวนจากผลตอบแทนในระยะสั้นอยู่บ้าง

แผนตลาดเงิน (ดอกผลเรื่องรอง คุ้มครองเงินต้น) ไม่ต้องพูดเรื่องผลตอบแทน เพราะแผนนี้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น 100% ตามวัตถุประสงค์ที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้น จึงเป็นแผนลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และที่สำคัญอาจจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้ออีกด้วย จึงเหมาะกับสมาชิกที่ใกล้เกษียณ ไม่ต้องการนำเงินออมก้อนนี้ไปเสี่ยง

สำหรับแผนลงทุนทั้ง 4 แผนนี้ เป็นเหมือนการจัด “เมนูอาหารปรุงสำเร็จ” ที่ กบข. กำหนดเครื่องปรุงให้กับสมาชิกกองทุน ซึ่งหากเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอื่นๆ ก็อาจจะจัดเมนูอาหารที่แตกต่างกันไปเพื่อให้อร่อยถูกปากของคนในองค์กรมากที่สุด แต่โสภาวดีบอกว่าทั้ง 4 เมนูนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ได้เวลาเลือกแผนลงทุน
ถ้าโชคดีมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มี Employee’s Choice ก็อย่าลืมใช้ประโยชน์ ให้เต็มที่ เลือกลงทุนให้เหมาะกับตัวเองจริงๆ โดยการประเมินปัจจัยหลายๆอย่างของเราเองว่า เป็นอย่างไร เช่น อายุเท่าไร ฐานะการเงินเป็นอย่างไร ต้องการผลตอบแทนแค่ไหน ยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด และชอบลงทุนสินทรัพย์ประเภทไหน

รูปแบบการลงทุนสามารถแบ่งหยาบๆ ตามช่วงวัย มี 3 รูปแบบ คือ การลงทุนเชิงรุก ที่เหมาะกับวัยหนุ่มสาว ที่มีระยะเวลาการออมไปอีก 30-40 ปี การลงทุนแบบผสม สำหรับวัยกลางคน ที่มีระยะเวลาออมอีกประมาณ 10-30 ปี และการลงทุนเน้นตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับวัยใกล้เกษียณ

แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเลือกลงทุนจริงๆ อายุไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะมากำหนดเหมือนกับที่ ธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ ที่แม้จะอายุประมาณ 40 ปี ซึ่งในทางทฤษฎีควรน่าจะลงทุนแบบผสม แต่ ธีรนาถ เทเงินออมเพื่อเกษียณเอาไปไว้ในหุ้นทั้ง 100%

“เพราะเมื่อคำนวณแล้วว่า จะต้องเกษียณตอนอายุ 55 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตหลังเกษียณไปอีก 30 ปี จึงต้องลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนอย่างน้อยปีละ 14% จึงต้องลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว เพราะในระยะยาวๆ แล้ว ผลตอบแทนจากหุ้นชนะการลงทุนทุกประเภท” ธีรนาถ กล่าว

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการเลือกลงทุนในแบบ Employee’s Choice คือ “อย่าทำตามใคร” เหมือนที่ อารยา แนะนำไว้ว่า...

“การเลือกแผนลงทุนของแต่ละคนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนตัวของแต่ละคน ทั้งเรื่อง อายุ การยอมรับความเสี่ยง และการลงทุนอื่นๆ นอกเหนือจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปเลือกแผนลงทุนตามคนอื่น ต้องทำความรู้จักตัวเอง ทำการบ้าน และถ้าคิดจะลงทุนตามเพื่อน ต้องแน่ใจว่าเขามีรูปแบบการออม และมีปัจจัยส่วนตัวเหมือนกับเรา”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท