posttoday
จับตาปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ อย่าเป็น‘สมบัติผลัดกันชม’

จับตาปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ อย่าเป็น‘สมบัติผลัดกันชม’

18 กรกฎาคม 2560

อนัญญา มูลเพ็ญการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งภารกิจที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ ตั้งแต่ปีแรกของการเข้ามาได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง ดูแลแผนทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา 7 แห่ง

อนัญญา มูลเพ็ญ

การปรับโครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งภารกิจที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ ตั้งแต่ปีแรกของการเข้ามาได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง ดูแลแผนทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา 7 แห่ง

ส่วนเป้าหมายระยะยาว รัฐบาลนี้พยายามจะจัดโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 56 แห่ง ให้กลุ่มที่ต้องแข่งขันกับเอกชนทั้งในและต่างประเทศสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับชีวิตประชาชนสามารถให้บริการที่มีคุณภาพและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ลดการอุดหนุนจากภาครัฐลง โดยการใช้เครื่องมือสำคัญคือกฎหมายใหม่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ

ความคืบหน้าล่าสุดร่างกฎหมายผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติก่อนส่งไปยังสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้ รวมถึงการจัดทำยุทธศาสตร์ภาพรวมของรัฐวิสาหกิจ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ

"กอบศักดิ์ ภูตระกูล" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพราะรัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในกรณีที่เป็นกิจการที่ให้บริการสาธารณะที่ใกล้ชิดกับชีวิตประชาชน และการลงทุนต่อปีในสัดส่วนสูง สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ความสำคัญของเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ทำให้ปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงปีนี้ที่เอกชนยังชะลอการตัดสินใจลงทุน "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินสายประชุมเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายเพื่อลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งปีงบประมาณ 2560 ได้กำหนดเป้าหมายสูงถึง 95% ของวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งรวมกันอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท

สำหรับ พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปมีหลักการสำคัญหลายด้าน ซึ่งแม้กฎหมายยังไม่มีผลบังคับก็ได้มีการดึงหลักการบางส่วนออกมาดำเนินการก่อนแล้ว คือหลักว่าด้วยการสรรหาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีการนำเสนอให้ ครม.รับทราบไปเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ซึ่ง คนร. แสดงความมั่นใจว่าแนวทางที่เสนอต่อ ครม. จะทำให้การสรรหาและแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีความโปร่งใส มีเป้าหมายสำคัญคือการทำกลไกแต่งตั้งกรรมการให้ชัดเจน เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการขององค์กร โดยกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็นกรรมการนั้น ต้องมีทั้งสมรรถนะหลักและความรู้พื้นฐานที่จำเป็น (Skill Matrix)

ป้องกันการตั้งกรรมการโดย ผู้มีอำนาจมากกว่าความสามารถโดยเฉพาะของภาคการเมือง โดยกำหนดไม่ให้มีการแต่งตั้งสมาชิก สนช. ข้าราชการการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ข้อนี้ถือเป็นหลักการสำคัญที่ คนร. ต้องการสร้างความชัดเจนว่าจะต้องปลอดคนของการเมืองในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ การบริหารงานเป็นไปอย่างอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมและเอื้อประโยชน์กับกลุ่มการเมือง หลังจากนี้คงต้องติดตามว่าหลักการสำคัญข้อนี้จะสามารถป้องกันการครอบงำบอร์ดจากอำนาจการเมืองได้เพียงใด เพราะเป็นครั้งแรกที่นำหลักการนี้มาใช้และดูแล้วยังมีช่องโหว่ให้เกิดการแทรกแซงได้ เช่น การส่งตัวแทนการเมืองเข้าไปในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกได้

นอกจากนี้ ยังมีหลักการป้องกันการทับซ้อนของผลประโยชน์และการกำกับดูแล เช่น การห้ามมิให้การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงาน ของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งไปเป็นคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจแห่งอื่น รวมถึงการกำหนดให้ผู้แทนของกระทรวงเจ้าสังกัดที่จะไปอยู่ในคณะกรรมการ จะต้องไม่มาจากหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจนั้นโดยตรง

ส่วนที่เป็นมิติใหม่ของการตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจอีกประการคือ การกำหนดว่าในกรณีที่รัฐวิสาหกิจจะต้องมีคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกนั้น จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ทำงานในภาคธุรกิจไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด ซึ่งในประเด็นนี้ คนร. มองว่าเนื่องจากรัฐวิสาหกิจบางแห่งยังคงขาดทุนหรือ มีกำไรไม่สูง จึงควรมีผู้มีความรู้ด้านธุรกิจเข้ามากำกับฝ่ายบริหารอีกชั้นหนึ่ง

"หลักการที่ ครม.ได้เห็นชอบเพื่อเป็นแนวทางการตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ใช้เกณฑ์นี้กับรัฐวิสาหกิจทุกๆ แห่ง เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยหลักการใหม่นี้จะเริ่มใช้กับรัฐวิสาหกิจ 20 แห่งที่คณะกรรมการ จะครบวาระในปีนี้ และคาดว่าจะใช้ครบทั้ง 56 แห่งในปี 2561 ซึ่งเมื่อสร้างหลักการชัดเจนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรที่ดูแลประชาชนและบางส่วนสามารถแข่งขันได้" กอบศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การกำหนดแนวทางแต่งตั้งกรรมการที่จะมาอยู่ในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนคงยังไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะสามารถปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้ หลังจากนี้คงต้องติดตามการดำเนินการที่สำคัญอีกเรื่องหลัง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจเริ่มมีผลบังคับ คือ จัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อถือหุ้นรัฐวิสาหกิจ 12 แห่งที่มีทุนเรือนหุ้น มีสินทรัพย์รวมกันเกือบ 6 ล้านล้านบาท และกำไรสะสมเกือบ 1 แสนล้านบาท

บทบาทสำคัญของซูเปอร์โฮลดิ้งหลังจากตั้งขึ้นมาแล้ว คือการทำหน้าที่เป็นเจ้าของและพัฒนารัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุก โดยซูเปอร์โฮลดิ้งจะมีคณะกรรมการ 1 ชุด ที่จะดูแลภาพรวมเชิงกลยุทธ์และกำกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง โดยคณะกรรมการของซูเปอร์โฮลดิ้งมีทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วยจากฝ่ายรัฐบาล 5 คน ข้าราชการ 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ซึ่งกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการของซูเปอร์โฮลดิ้งเองก็จะเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะมีใครเข้ามาเป็นองค์ประกอบบ้าง เนื่องจากชุดนี้จะสะท้อนความโปร่งใสในการกุมทิศทางของรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง

การขับเคลื่อนเพื่อปฏิรูปรัฐ วิสาหกิจค่อยๆ เกิดความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการประกาศใช้แนวทางการตั้งคณะกรรมการและการตั้งซูเปอร์ โฮลดิ้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ในฐานะประชาชนหวังว่าจะได้เห็นการปฏิรูปเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นภาพนายทหารและนอมินีของนักการเมืองเข้าไป นั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจและซูเปอร์ โฮลดิ้ง กลายเป็นเรื่องสมบัติผลัด กันชมไปเสีย n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท