
ตลอดช่วงวัยในอนาคต
น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น.นักประสานและบริหารจัดการวันนี้ขออนุญาตท่านผู้อ่านมาคุยกันเรื่องอนาคตของคนกันดูบ้างครับเริ่มต้นด้วยการทบทวนภาพใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนเลย คือภาพแนวโน้มด้านสังคมและประชากร โดยสหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มจาก 7.3 หมื่นล้านคน ในปี 2559 เป็น 8.8 หมื่นล้านคน ในปี 2578 หรือแปลว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5 หมื่นล้านคน ในรอบประมาณ 20 ปีนี้ หรือมากถึง 22 เท่าของประชากรของไทยในปัจจุบัน เด็กเกิดใหม่จะเพิ่มในทวีปเอเชียและแอฟริกา ในขณะที่ยุโรปตะวันออกจะลดลง ส่วนยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือจะมีประชากรเพิ่มเล็กน้อย
น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น.นักประสานและบริหารจัดการ
วันนี้ขออนุญาตท่านผู้อ่านมาคุยกันเรื่องอนาคตของคนกันดูบ้างครับเริ่มต้นด้วยการทบทวนภาพใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนเลย คือภาพแนวโน้มด้านสังคมและประชากร โดยสหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มจาก 7.3 หมื่นล้านคน ในปี 2559 เป็น 8.8 หมื่นล้านคน ในปี 2578 หรือแปลว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5 หมื่นล้านคน ในรอบประมาณ 20 ปีนี้ หรือมากถึง 22 เท่าของประชากรของไทยในปัจจุบัน เด็กเกิดใหม่จะเพิ่มในทวีปเอเชียและแอฟริกา ในขณะที่ยุโรปตะวันออกจะลดลง ส่วนยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือจะมีประชากรเพิ่มเล็กน้อย
การเกิดขึ้นของสังคมผู้สูงวัย นับจากปี 2549 ที่มีผู้สูงอายุ 700 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,100 ล้านคน ในปี 2573 เนื่องจากคนอายุยืนยาวมากขึ้นและเด็กเกิดใหม่น้อยลง การย้ายถิ่นฐานเพื่อไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า การหลบหนีความขัดแย้ง สภาพสิ่งแวดล้อมที่ทรุดโทรม โรคระบาดและโรคใหม่ๆ ด้วย
ชีวิตการทำงานทั้งในออฟฟิศ ในโรงงานที่จะมีการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบอัตโนมัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์มาช่วยทำงานและลดความเสี่ยง รวมถึงการใช้ประโยชน์และเสพติดสื่อดิจิทัลและสื่อบันเทิงอีกด้วย
กลับมาดูที่ประเทศไทยกันบ้างก็ไม่ต่างจากบริบทของโลก โดยใน 20 ปีข้างหน้านี้ เรากำลังเผชิญกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงกับ 4 ปรากฏการณ์ที่สำคัญ คือ เด็กเกิดน้อย คนอายุยืน คนทำงานน้อยและยังไม่รวย นั่นคือ อัตราเจริญพันธุ์ ในอดีตเมื่อปี 2508 ผู้หญิงจะมีลูกมากถึง 6 คน ขณะที่ปี 2558 เหลือเพียง 1.5 คน ส่วนคนวัยทำงานจะหายไปอย่างน้อย 5 ล้านคน เหลือเพียง 36.5 ล้านคน ในปี 2579
แต่กลับจะมีผู้สูงอายุมากถึง 19.5 ล้านคน หรือ 30% ของคนไทยทั้งหมด และ 1 ใน 3 นี้ เป็นผู้ยากจน นั่นคือมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือมีรายได้ต่ำกว่า 2,572 บาท/เดือน โดยปัจจุบันไทยมีคนจน คนเกือบจน และคนที่เสี่ยงต่อความยากจน รวมกันถึงเกือบ 27 ล้านคน หรือ 40% ของคนไทยทั้งหมด
แล้วมองไปที่เป้าหมายในปี 2579 ที่จะเป็นประเทศไทยที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ยกร่างแผนบูรณาการการพัฒนาคนตามช่วงวัย ขับเคลื่อนด้วย Quick Win 10 ประการ ในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคนไทยและการสร้างโอกาส ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม ในปี 2561 นี้เลย คือ 1.ยกระดับภาษาอังกฤษของคนไทย 2.ส่งเสริมการศึกษาแบบ STEM Education 3.หลักคิดที่ถูกต้อง 4.ส่งเสริมสังคมผู้สูงอายุแบบมีพลัง 5.บูรณาการระบบประกันสุขภาพ 6.การจัดสวัสดิการเพื่อผู้มีรายได้น้อยและเติมเต็มศักยภาพทักษะอาชีพ 7.จัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย 8.เร่งรัดการจัดตั้งธนาคารที่ดิน การเร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้ถูกต้อง 9.สนับสนุนระบบการเงิน ฐานรากสถาบันการเงินชุมชน 10.สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
ด้วยแผนงานต่างๆ ระหว่างปี 2560-2564 ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ ร่างแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย ร่างแผนแม่บทด้านแรงงาน แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ร่างแผนพัฒนาการ บูรณาการยุทธศาสตร์การป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อประเทศไทย ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนเสนอมุมมองกับท่านผู้อ่านในบางประเด็นดังนี้
1.เรื่องที่ยังแก้ไม่ตกสักที คือการทำงานแบบบูรณาการที่แปลง่ายๆ ว่า การทำงานที่เรารู้ว่างานของเราคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน และรู้ว่าใครคนอื่นเขาทำอะไรอยู่บ้างและมาร่วมกัน ช่วยประสานงานอย่างไร้รอยต่อ ลดวัฒนธรรมที่กลัวว่าทำงานแล้วจะไม่ได้หน้า งานบางอย่างจึงเกิดการแย่งกันทำซ้ำซ้อน ต้องเลิกการมีจุดเกรงใจ คิดว่าหน่วยงานอื่นคงจะทำ หรือการตั้งใจที่จะไม่ทำ คือทำแค่งานของตัวเองเท่านั้น ถ้าเกินนิดเกินหน่อยจะไม่ช่วยไม่แตะเลย ทำให้เกิดช่องว่างตรงรอยต่อของงานได้
2.แผนงานต่างๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าเราไม่มีแผนนะ เรามีแผนมากจนขนาดว่าไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง จนถึงขนาดไม่อยากจะรู้ว่าคนอื่นมีแผนอะไรบ้าง แล้วก็ไม่มีเวลามาดูว่าแผนของคนอื่น หน่วยงานอื่นมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับแผนของเราบ้าง เมื่อไม่รู้ก็ไม่ได้หยิบจับมาใช้ ทั้งๆ ที่เสียเวลา เสียเงิน ในการจัดทำยกร่างแผนกันอย่างเยอะมาก
3.ในไม่ช้านี้เราจะมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีแผนปฏิรูปในด้านต่างๆ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างเป็นทางการ ตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสทองในการจัดระเบียบแผนงาน แผนแม่บท แผนพัฒนาต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ มีลำดับชั้นในการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบชัดเจน มีการวัดผลกันง่ายๆ ชัดๆ ด้วยตัวชี้วัดที่เป็นสากลเลย เช่น ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ดัชนีความมั่นคงของมนุษย์ (HSI) เป็นต้น จะได้ตัดปัญหามาตรฐานการประเมินผลการทำงานในระดับนานาชาติอีกด้วย
สุดท้ายนี้ต้องไม่ลืมภาพย่อยภาพจริงๆ ในบางเรื่องของการพัฒนาในทุกช่วงวัย เช่น พ่อแม่ในปัจจุบันต้องเร่งรีบทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกเอง ทั้งๆ ที่เด็กในช่วงแรกเกิดจนถึง 3 ขวบปีแรกเป็นช่วงที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความอบอุ่น ความผูกพัน ความรู้สึกปลอดภัยของเด็ก รวมถึงเรื่องอาหารการกินต่างๆ ด้วย เราเร่งผลักส่งลูกไปโรงเรียนให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ โยนหลายๆ เรื่องให้เป็นภาระของครูและโรงเรียน ทั้งๆ เวลาที่เด็กอยู่ที่บ้านมีถึง 50% เช่นกัน ถ้าเราปล่อยให้ลูกโตมากับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เด็กตาพร่ามัวมากขึ้นๆ สมาธิสั้น ฉุนเฉียวง่าย ใจร้อน ก็จบกัน ยังมีเด็ก ที่ด้อยโอกาสที่เราก็ต้องไม่ลืมเขาด้วยเช่นกัน ช่วยกันนะครับ n







