
'แบล็กมันเดย์จีน' ส่งซิก ยุคการเงินเข้มประชิดบ้าน
นันทิยา วรเพชรายุทธแม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังอยู่ในบรรยากาศเชิงบวกจากการตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีกเนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทว่าสำหรับ "ตลาดหุ้นจีน" นั้น สถานการณ์ดูจะต่างออกไป และกำลังถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศในเชิงลบเสียมากกว่า
นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังอยู่ในบรรยากาศเชิงบวกจากการตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีกเนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทว่าสำหรับ "ตลาดหุ้นจีน" นั้น สถานการณ์ดูจะต่างออกไป และกำลังถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศในเชิงลบเสียมากกว่า
ในระหว่างการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนต้องประสบกับภาวะ "ช็อก" อีกครั้ง เมื่อราคาดัชนี ChiNext หรือหุ้นเล็กกลุ่มสมอลแคปเกือบ 500 ตัว ร่วงลงถึง 10% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ทางการตั้งเพดานเอาไว้ในการซื้อขายระหว่างวัน ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยและไปปิดตลาดที่ลบ 5.1% อยู่ที่ 1,656.43 จุด หรือต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง
ความผันผวนแรงดังกล่าวที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนขนาดย่อมให้หุ้นกว่า 1,200 ตัวในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น ร่วงลงไปถึงกว่า 7% ระหว่างการซื้อขายด้วย ก่อนที่ดัชนีเสิ่นเจิ้น คอมโพสิต จะปิดตลาดลบไป 4.3% อยู่ที่ 1,800.54 จุด และดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปิดลบไป 1.4% อยู่ที่ 3,176.46 จุด
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็น "มินิ แบล็กมันเดย์" ของจีน เนื่องจากความที่ ChiNext เป็นหุ้นขนาดเล็ก และยังไม่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อตลาดอื่นๆ ในประเทศมากนัก
การดิ่งลงอย่างน่าตกใจดังกล่าวทำให้เกิดการจับตาไปยังตลาดหุ้นจีนอีกครั้งว่า เป็นการสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดทุนจีนหรือไม่ หลังจากที่จีนเคยสร้างความหวาดผวาให้ทั้งโลกมาแล้วจากภาวะช็อกในตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงฤดูร้อนของจีนในปี 2015 และในเดือน ม.ค. 2016
ทั้งนี้ หากดูในเชิงพื้นฐานจะเห็นว่าแรงเทขายที่ฉุดให้ดัชนี ChiNext ดิ่งลงอย่างฮวบฮาบเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลต่อบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่ทยอยส่งสัญญาณเตือนผลประกอบการในครึ่งปีแรก
ราคาหุ้นของบริษัท กว่างตง เวินส์ ฟู้ดสตัฟ กรุ๊ป ร่วงลง 8.1% ไปแตะ 19.98 หยวน เมื่อวันจันทร์ หลังผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่แห่งนี้คาดการณ์ว่าผลประกอบการครึ่งปีแรกอาจร่วงลงมากถึง 78% เนื่องจากราคาเนื้อหมูที่ตกต่ำลง
ขณะที่บริษัท เลอชี่ อินเทอร์เน็ต อินฟอร์เมชั่น แอนด์ เทคโนโลยี คาดการณ์ว่าอาจขาดทุนกว่า 600 ล้านหยวน จากปัญหากระแสเงินสดตึงตัว รายได้ที่ลดลง และการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ โดยบริษัทถูกระงับการซื้อขายหุ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย. เช่นเดียวกับบริษัท เหอหนาน ยี่เฉิง นิว เอนเนอร์ยี ที่คาดการณ์ขาดทุนไว้ 227 ล้านหยวน ขณะที่บริษัท ดีเอเอฟ เทคโนโลยี คาดการณ์ขาดทุนไว้ 93 ล้านหยวน
อย่างไรก็ดี ลำพังเพียงผลประกอบการขาลงของบริษัทคงไม่สามารถฉุดดัชนีให้ร่วงถึงขั้นติดฟลอร์ 10% และกระทบต่อตลาดอื่นๆ ในประเทศจนกลายเป็นมินิ แบล็ก มันเดย์ เช่นนี้ได้
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าปัญหาใหญ่กว่าที่เป็นชนวนของความตื่นตระหนกครั้งนี้มาจากการส่งสัญญาณของทางการจีนว่าจะเริ่มการ "ควบคุมภาคการเงิน" ให้เข้มข้นขึ้นอีกครั้ง
เพราะในการประชุมคณะทำงานภาคการเงินแห่งชาติครั้งที่ 5 ที่ผ่านมา ซึ่งมีประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เป็นผู้นำการประชุมแทนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตามปกตินั้น มีการเปิดไฟเขียวให้อำนาจธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในด้านการจัดการเฝ้าระวังภาคการเงินในระดับมหภาค เพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างเป็นระบบในระบบการเงินของจีน นอกจากนี้ยังประกาศจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและเสถียรภาพทางการเงิน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะรัฐมนตรีอีกด้วย
"การเงินนั้นเปรียบเสมือนได้กับชีพจรและเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ" สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างคำกล่าวของสีจิ้นผิง
ที่ผ่านมาทางการจีนพยายามเข้าไปปฏิรูปภาคการเงินและควบคุมดูแลความเสี่ยงมากขึ้นแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือยังขาดการประสานกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สอดส่องดูแลได้ไม่ทั่วถึงพอ โดยเฉพาะใน 2 ด้านหลัก คือ ตลาดหุ้น และการกู้ยืมเงินไปลงทุนในต่างประเทศ จนทำให้จีนประสบวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นใหญ่ถึง 2 รอบ ระหว่างปี 2015-2016
ขณะที่ปัญหาอย่างหลังนั้น กำลังสร้างระเบิดเวลาลูกใหญ่ให้กับจีนในปัจจุบัน กับปัญหาหนี้ที่กำลังพอกพูนขึ้นจนทะลุ 250% ของจีดีพีไปแล้ว นำโดยการเร่งเครื่องของหนี้ภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้
การที่ผู้นำเบอร์ 1 อย่างสีจิ้นผิง ลงมานำการคุมเข้มภาคการเงินด้วยตัวเอง "ในเวลานี้" ซึ่งเป็นช่วงก่อนถึงการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในเดือน ต.ค. ที่จะให้นโยบายเป็นเวลา 5 ปี ก่อนถึงการประชุมครั้งต่อไป จึงถูกตีความว่าอาจเป็นการคุมเข้มครั้งใหม่ที่ยาวนานกว่าครั้งก่อนๆ
หวู่คัน ผู้จัดการกองทุนของซานซาน ไฟแนนซ์ ในเซี่ยงไฮ้ ให้มุมมองกับเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ว่า การประชุมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งธงว่าจะลดการก่อหนี้ในภาคการเงินและเพิ่มการกำกับดูแลภาคการเงินให้เข้มข้นขึ้นนั้น จะมีขึ้นยาวนานกว่าที่คาด
สอดคล้องกับความเห็นของ กุ่ยซื่อถง ผู้จัดการจงโถว เทียนเฉิง แอสเซท แมเนจเมนท์ ว่าที่ผ่านมาการกำกับดูแลการเงินเป็นเรื่องที่มีมาตลอดอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เหตุผลที่ทำให้ทุกฝ่ายตื่นตระหนกก็คือ การควบคุมครั้งนี้มาพร้อมกรอบเวลา โดยมาก่อนการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่มีขึ้นทุกๆ 5 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการให้นโยบายใหม่ และทำให้ตลาดกังวลว่าจะเป็นการควบคุมยาวไปตลอด 5 ปีข้างหน้า
และเมื่อพิจารณาจากทิศทางอื่นๆ ของจีนก่อนหน้านี้ประกอบการพิจารณาควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการเข้มงวดกับกลุ่ม "มหาเศรษฐี" ที่เน้นการกู้เงินก่อหนี้มหาศาลเอาไปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ จนถูกเรียกตัวไป "ปรับทัศนคติ" กันมาแล้วถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่มหาเศรษฐีเบอร์ 2 ในจีนอย่าง หวังเจี้ยนหลิน แห่งต้าเหลียน วันดา กรุ๊ป ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจีนในยุคของสตรองแมนอย่างสีจิ้นผิง จะเอาจริงเดินหน้าควบคุมภาคการเงินให้เข้มข้นขึ้นกว่านี้
ตลาดการเงินที่ตึงตัวไม่เพียงกระทบต่อการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงยุคเงินง่ายราคาถูกที่ถูกหว่านไปยังสตาร์ทอัพจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจต้องหยุดลง จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดหุ้น ChiNext จะหวาดผวากับสัญญาณในครั้งนี้ที่บ่งชี้ว่าจะเศรษฐีใหญ่หรือสตาร์ทอัพหน้าใหม่ ก็ล้วนต้องอยู่ในร่องในรอยที่มังกรจีนขีดเส้นเอาไว้ให้กันทั้งนั้น







