posttoday
จี๊ดแค่ไหน

จี๊ดแค่ไหน

12 กรกฎาคม 2560

เปิดครึ่งปีหลังมานี้มีความเคลื่อนไหวของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส ที่เห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กว่ากำไรจะเติบโตก้าวกระโดด จึงได้ออกกองทุนมาเสนอขายมีชื่อว่า กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ (ASP-SME)

เปิดครึ่งปีหลังมานี้มีความเคลื่อนไหวของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส ที่เห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กว่ากำไรจะเติบโตก้าวกระโดด จึงได้ออกกองทุนมาเสนอขายมีชื่อว่า กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ (ASP-SME)

ถามว่า บลจ.แอสเซท พลัส กระโดดเกาะขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้ายหรือไม่ เพราะหลาย บลจ.มีกองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กภายใต้การบริหารกันจำนวนมากแล้ว คำตอบ คือ ไม่ใช่

"รัชต์ โสดสถิตย์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส ให้เหตุผลที่ออกกองทุนในช่วงนี้เพราะเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเห็นเม็ดเงินในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพิ่มขึ้น เช่นกันกับตัวเลขภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว

ถามว่าทำไมต้องลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก เขาบอกเพราะยังมีโอกาสเติบโตสูง

นอกจากนี้ยังมองเป็นจังหวะสำหรับการเข้าลงทุนในระยะยาวเนื่องจากมูลค่าหุ้น (Valuation) ในปัจจุบันถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ซึ่งคาดว่าเติบโตที่ 9% ในปีนี้ และ 11% ในปี 2561

กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ พอเปิดตัวมาแล้วมีหุ้นเป้าหมายที่จะลงทุนประมาณ 15 ตัว คุณสมบัติของหุ้นที่เลือกจะต้องมีการเติบโตของกำไรสุทธิ (EPS) เฉลี่ย 20% ต่อปี

นั่นก็หมายความว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดกลางและขนาดเล็กที่ผู้จัดการกองทุนเลือกมานั้น บางบริษัทกำไรสุทธิเติบโต 20% ต่อปี ขณะที่บางบริษัทมีกำไรเติบโต 50% ต่อปี

โอกาสที่ บลจ.แอสเซท พลัส เห็นกับการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ถอดรหัสออกมาเป็นตัวเลขได้ดังนี้

ปีหน้าคาดว่ากำไร บจ.เติบโต 10%

อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น หรือ พี/อี เรโช ของตลาดอยู่ที่ 16 เท่า

ดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1,750 จุด

จากตัวเลขต่างๆ ข้างต้น ผู้จัดการกองทุน บลจ.แอสเซท พลัส ดีดลูกคิดให้ดู ถึงตัวเลขบรรทัดสุดท้าย หรือผลตอบแทนของกองทุนดังนี้

"ถ้าดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้น 10% กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ ก็น่าจะทำผลตอบแทนได้ประมาณ 15%"

มาฟังอีกความเห็น ผู้บริหารกองทุนหุ้นจาก บลจ.กสิกรไทย "ธิดาศิริ ศรีสมิต" รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน กล่าวว่า บริษัทยังมีมุมมองในเชิงบวกต่อหุ้นขนาดกลางและเล็ก

ประกอบกับหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีอยู่ในตลาดจำนวนมาก ทำให้ ผู้จัดการกองทุนมีโอกาสในการคัดเลือกหรือแสวงหาหุ้นที่ยังมีความน่าสนใจ

โดยเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากการดำเนินนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การบริโภคภายในประเทศ และการขยายตัวของภาคส่งออก ขณะที่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคส่วนหนึ่งเนื่องมาจากเงินบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเติบโตดี

ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด

โดยเห็นว่าการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีศักยภาพในการเติบโตสูง รวมทั้งบริษัทขนาดเล็กที่มีผลประกอบการดียังเป็นที่รู้จักน้อย ทำให้ระดับราคามีความน่าสนใจเข้าลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนได้อีกด้วย

"ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย" กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ ชี้โอกาสการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กว่า

"หุ้นมิดแอนด์สมอลแคปในตลาดหุ้นไทยมีประมาณ 400 ตัว มีการซื้อขายสม่ำเสมอหรือแอ็กทีฟ 200 ตัว และในจำนวนนี้ ถ้าคุณสามารถคัดมาได้ 50 ตัว ถือว่าเป็นโอกาส"

นอกจากนี้ ณรงค์ศักดิ์ ยังเทียบฟอร์มยักษ์เล็กกับยักษ์ใหญ่ว่า กำไร บจ.ทั้งตลาดปีนี้คาดว่าเติบโต 7-8% ตรงข้ามกับ บจ.ขนาดกลางและขนาดเล็ก คาดว่าเติบโต 20%

"จะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนของหุ้นมิดแอนด์สมอลแคปสูงกว่าหุ้นบิ๊กแคป ดังนั้นราคาหุ้นเหล่านี้จึง ไม่ได้แพงหูฉี่"

นักลงทุนหุ้นคุณค่า หรือวีไอ ชื่อดัง "อนุรักษ์ บุญแสวง" หรือโจ ลูกอีสาน ที่ลงทุนในตลาดหุ้นมาร่วม 17 ปี ก็เป็น หนึ่งที่พิสมัยหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก

"ปัจจุบันในพอร์ตของผมมีหุ้นประมาณ 40 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก สาเหตุที่ไม่ชอบหุ้นใหญ่เพราะได้กำไรน้อย"

"อนุรักษ์" บอกว่า เขาลงทุนในหุ้นมา 17 ปี ตอนนี้ พอร์ตเติบโต 2,000 เท่า (ย้ำว่าเจ้าตัวไม่ได้คิดเลขผิด และ ผู้เขียนก็ไม่ได้พิมพ์ผิด)

ที่สำคัญเขาบอกว่า พอร์ตการลงทุนที่เบ่งบานมากๆ นี้ มาเพิ่มปีหลังๆ นี่เอง หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก และการใช้หลักการลงทุนแบบ "สมการทบต้น" นั่นก็คือ ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปีละ 15-20%

อีกมุมมองกับโอกาสที่จะเกิดกับกิจกรรมทางธุรกิจซึ่งจะทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับประโยชน์ในอนาคต

"ชยนนท์ รักกาญจนันท์" หรือที่รู้จักกันในนามแฝงในเว็บบอร์ดพันทิป ห้องสินธร ว่า "Mr.Messenger" กล่าวว่า ในช่วงปีสองปีนี้สิ่งที่เขาคิดว่าจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยหลักๆ คือ เมกะเทรน ด์ (Mega Trend) ภายในประเทศนั่นเอง ตัวอย่างเช่น

เมกะเทรน ด้านการสื่อสาร - การสื่อสารเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนากันเรื่อยๆ อยู่แล้ว โดยเฉลี่ยในแต่ละรอบมักจะ ใช้เวลาประมาณ 4-7 ปี ซึ่งการเปลี่ยน แต่ละครั้ง แน่นอนว่าจุดเริ่มคือบริษัทสื่อสารเจ้าใหญ่ๆ เพื่อให้มีระบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยและรวดเร็วไว้ให้บริการ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การเปลี่ยนระบบแต่ละครั้งต้องลงทุนในระบบและอุปกรณ์เป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งตรงนี้และหุ้นขนาดกลาง/เล็กที่ทำธุรกิจการติดตั้ง/จำหน่าย/นำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้ได้ประโยชน์ไปตามๆ กัน

เมกะเทรนด์ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน- ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม ชมพู เหลือง การขนส่งระบบรางทั้งรางคู่รางเดี่ยว การสร้างถนนใหม่ๆ รวมถึงการสร้างและการขยายสนามบิน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ๆ ทั้งนั้น ซึ่ง ผู้ประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ ก็หนีไม่พ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดัง ในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากปริมาณ งานที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ตามมา คือ บริษัทรับเหมาใหญ่ๆ เหล่านั้นมักจะเอาเงินไปจ้างบริษัทรับเหมาขนาดกลาง/เล็กเพื่อทำงานแทน หรือที่เรียกว่าซับคอนแทรกต์นั่นเอง ซึ่งจะทำให้บริษัทรับเหมาขนาดกลางและเล็กมีรายได้โตเป็นเท่าๆ ได้เลยทีเดียว เนื่องจากกำไร ที่เคยมีนั้นยังไม่มากนัก

เมกะเทรนด์ ด้านการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี - ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค บริษัทที่ทำธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ ขนาดกลาง/เล็ก ได้รับประโยชน์กันไปเต็มๆ รวมถึงสินค้าอุปโภค/บริโภค/ค้าปลีกต่างๆ ที่มีแบรนด์ที่เข้มแข็งและมีสาขากระจายอยู่ตามหัวเมืองก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับประโยชน์เช่นกัน ประเทศเพื่อนบ้านยังนิยมสินค้าจากประเทศไทยอยู่มาก การเปิดเออีซี จะทำให้สินค้าแบรนด์ไทยต่างๆ มีตลาด ที่ใหญ่มากขึ้น การค้าขายต่างๆ ทำได้คล่องตัวขึ้น

สิ่งที่ชยนนท์ยกตัวอย่างมา ข้างต้นคือ เมกะเทรนด์ในประเทศไทยบางกลุ่มเท่านั้น จริงๆ แล้วยังมี อีกหลายอย่าง เช่น เรื่องของ สังคมผู้สูงอายุที่มาพร้อมกับธุรกิจ โรงพยาบาล ธุรกิจพลังงานทางเลือกที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ธุรกิจการกู้ขนาดเล็กหรือนาโนไฟแนนซ์ ที่กำลังเติบโตมากเหล่านี้ คือ โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69