
Investment VS Profitability ในยุคต้มยำกบ
เศรษฐา ทวีสินกรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริช่วงเดือนที่ผ่านมาอ่านหนังสือพิมพ์
เศรษฐา ทวีสินกรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ
ช่วงเดือนที่ผ่านมาอ่านหนังสือพิมพ์
เล่มไหนก็หนีไม่พ้นเรื่องของวาระครบรอบ 20 ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง นายธนาคาร เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และบรรดากูรูทางการเงินต่างก็ออกมาให้ความเห็นกันอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าสำหรับเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้มาก่อน แค่เปิดหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงนี้ก็จะเข้าใจแบ็กกราวด์ และ รายละเอียดของวิกฤตครั้งนั้นได้อย่างไม่ยาก
และก็เช่นกันครับ อ่านคอลัมน์เหล่านี้เกือบทั้งหมดก็จะต้องมีการพาดพิงถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกชี้นิ้วให้เป็น "แพะ" ตัวใหญ่สำหรับวิกฤตครั้งก่อน รวมถึงการเชื่อมโยงมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่ากำลังเกิด ฟองสบู่ครั้งใหม่ต้องระมัดระวังกันให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่เราได้ยินกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เรื่อยๆ และผู้บริหารธุรกิจอสังหาฯ ทุกคนรวมทั้งผมด้วยต้องคอยตอบคำถามพวกนี้เสมอๆ แต่ทุกครั้งก็จะเป็นแค่การพูดแบบ "พาดหัว" หรือเสมือนกับการให้ "คำเตือน" ในภาพใหญ่เสียเกือบทั้งหมด ไม่ค่อยมีใครโชว์ตัวเลขอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจน วิเคราะห์กันแบบเข้มข้นหรือมีข้อมูล ที่หนักแน่นมาให้การสนับสนุน "คำเตือน" ดังกล่าวเลยสักนิด นึกแล้วก็น้อยใจนะครับ แต่อย่างว่าครับ เนื่องจากภาคธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ มีผลกระทบแบบ Ripple Effect และ Multiplying Effect ต่อเนื่องมากมาย ถ้าให้ผมเป็น นักวิเคราะห์ที่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ ผมก็คงให้ข้อคิดกว้างๆ แบบเดียวกันนี้แหละครับ ที่เหลือไปคิดกันต่อเอาเอง
กลับมาที่เรื่องของวิกฤตต้มยำกุ้งกันอีกครั้ง สำหรับผมเองแล้ววิกฤตเมื่อ 20 ปีที่แล้วนั้นเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงมากสำหรับบริษัทและผู้บริหาร ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญของการทำธุรกิจ Magnitude ของผลกระทบมหาศาล มุมมองการดำเนินงาน การจัดทรัพยากรต่างๆ การทำกำไร การบริหาร ถูกบีบบังคับให้เราต้องหารูปแบบใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยอยู่ในหัวตอนที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในขาขึ้น เมื่อวิกฤตผ่านไปแล้วหลายๆ คนพูดกันเล่นๆ ว่าถือเป็น "ตรายาง" ได้เลยว่าใครก็ตามที่ผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้อย่างปลอดภัยต่อให้เจอวิกฤตไหนอีกก็เอาอยู่ ซึ่งผมเองก็เคยคิดเช่นนั้นครับ ถึงแม้ว่าในระยะหลังๆ ประเทศไทยเราจะผ่านปัญหาด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อน
แต่อย่างไรก็ตาม ผมเองก็มิได้ชะล่าใจ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับหลายๆ ท่านที่ออกมาให้วิสัยทัศน์ในวาระครบรอบ 20 ปีต้มยำกุ้ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของวิวัฒนาการของระบบสังคม เศรษฐกิจโลกในยุคที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่า "4.0" ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วแบบบางครั้งไม่ทันตั้งตัว ในมุมมองของคนทำธุรกิจเช่นผม เราเริ่มมองเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย เป็นความท้าทายสำหรับเราทุกคนที่ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญไม่น้อยไปกว่าครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งอย่างแน่นอน
ผมเองเคยเอ่ยปากกับคนใกล้ชิดหลายๆ ท่านว่าภายในเวลา 1-3 ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้เป็นช่วงเวลาที่ Critical ไม่แพ้การแก้ปัญหาในครั้งก่อน เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกองค์กรจะต้องแสวงหา "นวัตกรรมในการทำธุรกิจแบบใหม่" และต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะสามารถนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนในอนาคต หากองค์กรใดไม่สามารถปรับตัวได้ นั่นคือคุณกำลังเดินลงหลุมอย่างช้าๆ สอดคล้องกับที่หลายๆ ท่านอุปมาอุปไมยว่าเป็น "วิกฤตต้มยำกบ" นับเป็นการเปรียบเทียบที่ผมชื่นชมนะครับว่าเข้าใจคิดกันจริงๆ ซึ่งผมเชื่อครับว่าหลายๆ องค์กรกำลังโดนต้มในน้ำอุ่นอยู่โดยไม่รู้ตัวว่าน้ำกำลังจะเดือดในอีกไม่นาน
ในฟากของภาครัฐนั้น ต้องนับว่ากระแสการตอบรับของรัฐบาลชุดปัจจุบันกับเรื่องประเทศไทย 4.0 นี้ทำได้ดีนะครับ มีความพยายามนำเอามาเป็น Agenda สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า มีแนวทางการลงทุนในหลายๆ ด้านที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว แม้จะกระท่อน กระแท่นหรือยังไม่มีความชัดเจน เพราะเป็นเรื่องใหญ่และใหม่สำหรับ ทุกคน แต่ก็ถือเป็นการตีฆ้องประกาศให้ทุกภาคส่วนต้องหันมามองการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนในครั้งนี้ได้อย่างดี
ผมเชื่อว่าหลายคนมองเห็นเหมือนกับผมว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคหลังๆ นี้แรงขับเคลื่อนหลักอยู่ที่ภาคเอกชนครับ การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวจะหวังพึ่งภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ ภาคธุรกิจเอกชนจะต้องกระโดดลงมาร่วมด้วย ซึ่งต้องบอกครับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการที่องค์กรธุรกิจจะขยับตัวในแต่ละครั้ง เราต้องคิดถึงบรรดา Stakeholder ทั้งหลายให้ถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และสังคมรอบข้าง ซึ่งแต่ละส่วนก็มองหาผลประโยชน์ที่ต่างกันออกไป สำหรับการขยับตัวเพื่อรับความท้าทายแบบ 4.0 ในครั้งนี้ ถ้าเราลองอ่านบทวิเคราะห์ในช่วงที่ผ่านมา คำหนึ่งที่ปรากฏอยู่เสมอก็คือคำว่า "การลงทุน" ซึ่งแน่นอนครับ หมายถึงการนำเงินมาต่อยอดด้วยความมุ่งหวังผลตอบแทนในบางเรื่อง ซึ่งส่วนมากแล้วกลุ่มของ Stakeholder ที่จะสนใจคำนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นกลุ่มของผู้ถือหุ้นที่มองหาผลตอบแทนจากบริษัทในรูปแบบของกำไรผลประกอบการ
ยกตัวอย่างของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ "การลงทุน" ที่เราคุ้นเคยกัน คงหนีไม่พ้นเรื่องของการซื้อที่เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการออกขายให้กับผู้บริโภค การลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจประเภทนี้ก็คงหนีไม่พ้นการทำกำไรจากยอดขายโครงการนั้นๆ ซึ่งก็ส่งกลับไปเป็นเงินปันผล เงินโบนัสให้กับผู้ถือหุ้นและพนักงานตามลำดับ Cycle ของการลงทุน และผลตอบแทนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าเรามองถึงการลงทุนเพื่อสร้าง "นวัตกรรมทางธุรกิจ" ใหม่ๆ แล้วละก็ เรากำลังพูดถึงกำไรในระยะสั้นอาจต้องลดน้อยลงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่เป็นในเชิง Long-term Strategy มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"นวัตกรรมทางธุรกิจ" ที่จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์ในทางบวกนั้น ไม่สามารถคิดครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอดไป ต้องมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างอะไรกับแนวคิด Agile ที่คนในวงการสตาร์ทอัพ และองค์กรรุ่นใหม่ๆ น่าจะคุ้นชิน เป็นแนวคิดการได้มาซึ่งไอเดียและผลิตภัณฑ์ที่ต้องทำแล้วปรับ ทำแล้วปรับอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาซึ่งของที่สมบูรณ์ที่สุด
ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจหลายๆ อย่างถูก Disrupt อยู่ตลอดเวลาด้วยแนวคิดแบบใหม่ๆ ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ใครจะเคยคิดว่าธุรกิจโรงแรมและแท็กซี่ที่ต้องมีการลงทุนทั้งตัวอาคารและ Fleet ของรถจะถูกท้าทายด้วยคนที่ทำหน้าที่เป็น Aggregator ที่ไม่ต้องมีการลงทุนทางด้านกายภาพเลยอย่าง Airbnb และ Uber หรือ Grab ใครจะเคยคิดว่าอุตสาหกรรมพลังงานน้ำมันกำลังถูกท้าทายด้วยคนอย่าง Elon Musk ที่กำลังปั้นเรื่องของรถไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นตัวเลือกของ ผู้บริโภค
กรณีหลังนี้ถึงขนาดทำให้ประเทศที่เป็นพี่ใหญ่ในวงการพลังงานซาอุดิอาระเบียตัดสินใจขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันแล้วตั้งกองทุน Sovereign Fund เพื่อลงทุนระยะยาวในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ อย่าง Uber และร่วมลงทุนในกองทุน SoftBank Vision Fund เป็นเงินกว่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Artificial Intelligence หรือ Robotics ซึ่งการลงทุนใน SoftBank Vision Fund นี้จะทำให้ประเทศซาอุฯ กลายเป็นผู้ลงทุนทางด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว
ยกตัวอย่างด้านต้นนี้ผมว่าก็ชัดเจนนะครับว่านัยของ "การลงทุน" ในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อน ความท้าทายสำคัญของผู้นำองค์กรที่จะต้องชี้นำให้ Stakeholder เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในองค์กรและแนวทางการลงทุนในช่วง 1-3 ปีข้างหน้านี้ สามารถ Justify ได้ด้วย "ความยั่งยืน" อันจะนำมาซึ่งผลตอบแทนของธุรกิจในระยะยาว ต่างกับที่เราเคยชี้นำถึงกำไรในแต่ละปี และแนวโน้มกำไรในระยะสั้นที่จะทำได้จากแนวทางธุรกิจแบบเดิมๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยหากผลประกอบการทำได้ดีต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพราะนั่นคือ Comfort Zone ที่หลายๆ องค์กรเลือกที่จะอยู่กับมัน
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วละครับว่าจะเป็นกบที่กระโดดออกจากหม้อต้มเมื่อรู้สึกว่าอุณหภูมิเริ่มเปลี่ยน หรืออยู่กับมันต่อไปจนกลายเป็นอาหารอันโอชะของผู้เล่นคนอื่น







