posttoday
แผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก

แผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก

16 กรกฎาคม 2560

สมชาย สกุลสุรรัตน์ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ ทำให้รัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามขอให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกลงแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งมีหลายสาเหตุ แต่ผมคิดว่าสาเหตุหลักเกิดจากการที่ประเทศไทยขาดแผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกต่อเนื่องระยะยาวเหมือนประเทศมาเลเซีย เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว เมื่อเขาเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกยางพาราเป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากการเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก และรายได้กว่า 50% ของประเทศมาจากอุตสาหกรรมยางพาราเพียงอุตสาหกรรมเดียว ทั้งยังมองเห็นว่าอุตสาหกรรมยางธรรมชาติกำลังถูกแข่งขันจากยางสังเคราะห์

สมชาย สกุลสุรรัตน์

ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ ทำให้รัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามขอให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกลงแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งมีหลายสาเหตุ แต่ผมคิดว่าสาเหตุหลักเกิดจากการที่ประเทศไทยขาดแผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกต่อเนื่องระยะยาวเหมือนประเทศมาเลเซีย เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว เมื่อเขาเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกยางพาราเป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากการเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก และรายได้กว่า 50% ของประเทศมาจากอุตสาหกรรมยางพาราเพียงอุตสาหกรรมเดียว ทั้งยังมองเห็นว่าอุตสาหกรรมยางธรรมชาติกำลังถูกแข่งขันจากยางสังเคราะห์

ผลจากการปรับเปลี่ยนยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมัน ทำให้ปัจจุบันมาเลเซียกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอันดับ 2 ของโลก แต่มีผลผลิตมากกว่าผู้ผลิตอันดับ 3 คือ ประเทศไทย ประมาณ 10 เท่าตัว กล่าวคือมาเลเซียผลิตน้ำมันปาล์มปีละประมาณ 20 ล้านตัน ไทยผลิตได้ปีละ 2 ล้านตัน ส่วนประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย ผลิตได้ปีละประมาณ 33 ล้านตัน แต่มาเลเซียมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ทันสมัย และสามารถพัฒนาระบบการตลาดจนตลาดมาเลเซีย เป็นตลาดผู้กำหนดราคาน้ำมันปาล์มของโลก

ส่วนยางพาราเขาลดพื้นที่การ เพาะปลูกลงจนไทยกลายเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก และต้องรับความเสี่ยงด้านราคาอย่างที่ทราบกัน เนื่องจากแม้ว่าไทยจะเพิ่มพื้นที่การปลูกยางพารา แต่ไม่ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเหมือนมาเลเซียพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดน้ำมันปาล์ม

ส่วนทางด้านการปลูกปาล์มน้ำมันไทยก็ยังปลูกปาล์มควบคู่ไปกับการปลูกยางพารา บางรัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกเพราะไม่มีฝนชุกและสม่ำเสมอเพียงพอสำหรับต้นปาล์ม ผลคือทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และราคาผลผลิตไม่มีเสถียรภาพ

ถ้าพิจารณาด้านความสามารถในการแข่งขันแล้ว ถึงแม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก แต่เทียบผลผลิตกับอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมกันแล้วผลผลิตของไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ประมาณ 3% ของผลผลิตรวมของทั้งสองประเทศ จึงไม่มีอิทธิพลต่อภาคอุตสาหกรรมหรือราคาของปาล์มน้ำมันในตลาดโลกเลย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มสามารถมีกำไรจากการขายผลผลิตในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดโลกที่ถูกกำหนดในตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นการยืนกลไกตลาด

ผลของความไม่ชัดเจนในเชิง กลยุทธ์ ถ้าประเทศต้องการเน้นการพัฒนาน้ำมันปาล์มหรือยางพาราเพื่อให้แข่งขันหรือหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับ คู่แข่ง จึงทำให้อุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมันของไทยอ่อนแอในโครงสร้าง เนื่องจากการปกป้องผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ เช่น ปาล์มน้ำมันโดนกีดกันการนำเข้าทำให้ไทยไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มปลายน้ำที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการจำหน่ายน้ำมันดิบ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความต้องการสินค้าปลายน้ำที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มสูงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร สี เคมี เครื่องสำอาง ยา ฯลฯ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศเพราะขาดน้ำมันปาล์มดิบที่เป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้น้อย แต่ไม่สามารถนำเข้ามาผลิตได้อย่างเสรี

ในเชิงนโยบายถ้ารัฐต้องการให้ประเทศไทยมีการทำสวนปาล์มเพื่อผลิตวัตถุดิบ ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อทำให้ผลผลิตของไทยเพิ่มขึ้นในระดับที่พอจะเทียบเคียงกับผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลก ทั้งยังมีปริมาณมากพอที่จะทำให้มีการลงทุนอุตสาหกรรมออรีโวอินดัสทรีเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร

ในทางตรงกันข้าม ถ้าประเมินแล้วเป็นการพ้นวิสัยในระยะเวลาอันสมควรที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่และเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกให้สูงขึ้นตามเป้าหมาย รัฐน่าจะทบทวนนโยบายการปกป้องผลผลิตในประเทศโดยใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การจำกัดการนำเข้าที่ส่งผลทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกรเอง

ความจริงถ้าพิจารณาบนพื้นฐานของการแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาถูกจากต่างประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการอย่างเสรี น่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรที่จะขายน้ำมันปาล์มราคาสูงขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะปานกลางหรือระยะยาว แม้ว่าในระยะแรกจะยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเนื่องจากปริมาณผลผลิตไม่พอเพียงที่จะส่งเข้าโรงงานเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่การนำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่กระทบต่อระบบการจำหน่ายที่เป็นอยู่เดิม

จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและเกษตรกรเพื่อให้เกิดความร่วมมือของทุกฝ่ายในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศให้ทันสมัย สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ที่จะส่งผลดีให้กับเกษตรกร ผู้ลงทุน ผู้บริโภคในประเทศ และประเทศไทย ที่จะมีฐานการเกษตรและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างความเจริญเติบโต แทนที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าปีแล้วปีเล่าไม่สิ้นสุด

ถ้าแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นไม่ได้ ตัดสินใจเลือกเอาดีสักอย่างหนึ่ง อย่างใดเหมือนมาเลเซียดีไหมครับ ยางก็ยาง ปาล์มก็ปาล์ม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท