
เตือนรัฐชะลอ เก็บค่าสำรอง โซลาร์รูฟ3-5ปี
เอกชน ห่วงรัฐเก็บค่าแบ็กอัพเรตทำโซลาร์รูฟไม่เติบโต ชี้ควรชะลอการเก็บ 3-5 ปี เพื่อหาตัวเลขผู้ผลิตให้ชัดเจน
เอกชน ห่วงรัฐเก็บค่าแบ็กอัพเรตทำโซลาร์รูฟไม่เติบโต ชี้ควรชะลอการเก็บ 3-5 ปี เพื่อหาตัวเลขผู้ผลิตให้ชัดเจน
นายสุวิทย์ ธรนินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนาเรื่อง "โซลาร์รูฟท็อป จะพลิกโฉมระบบไฟฟ้าอย่างไร" ว่า ขณะนี้ภาคเอกชนและสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีความกังวลต่อนโยบายของรัฐที่อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (แบ็กอัพเรต) จากผู้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ที่อาจจะทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่เติบโต เนื่องจากจะเป็นภาระกับผู้ผลิตไฟฟ้า ประกอบกับการผลิตไฟฟ้าดังกล่าวยังมี ไม่มาก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่แม้เป็นผู้ผลิตหลักก็ยังมีตัวเลขน้อยมาก คาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปี การผลิตไฟฟ้าดังกล่าวจึงจะแพร่หลายและสามารถเก็บตัวเลขผู้ผลิตได้จริง ดังนั้นจึงไม่ควรทำระบบเข้ามาครอบทั้งที่ยังไม่ทราบผลกระทบที่แท้จริง
"เอกชนไม่คัดค้าน เพราะสาเหตุของการเก็บค่าแบ็กอัพ เพื่อต้องการลดภาระสายส่งที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อม เมื่อผู้ผลิตโซลาร์ต้องการใช้ไฟจากระบบปกติ แต่อยากให้รอไปอีก 3-5 ปี และไม่ให้เป็นภาระผู้ผลิต เพราะปัจจุบันผลตอบแทนจากการลงทุน (ค่าไออาร์อาร์) จากการผลิตไฟฟ้าเฉพาะอยู่ที่ 7-8% หากมีค่า ใช้จ่ายจากแบ็กอัพอาจทำให้ไออาร์อาร์เหลือ 3%" นายสุวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ ต้องการให้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ตลอดจนกระทรวงการคลัง ร่วมกันพิจารณาปรับ หลักเกณฑ์ของการผลิตโซลาร์รูฟท็อปให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ผู้พัฒนา โดยอาจเป็นผู้มีเทคโนโลยีหรือมีเงินทุน เพื่อทำให้โซลาร์รูฟท็อปมีความคล่องตัว และมีการสนับสนุนให้มีการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความนิยมกระตุ้นให้อุตสาหกรรมขนาดเล็กตลอดจนประชาชนสนใจ ติดตั้ง โดยรูปแบบนี้มีการใช้ในประเทศสหรัฐและออสเตรเลียจนประสบความสำเร็จมาแล้ว
นายบุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ กล่าวว่า หากภาครัฐจะมีการเรียกเก็บค่าแบ็กอัพเรต ต้องมีการศึกษารูปแบบและอัตราที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันจะต้องมีการเก็บรวบรวมตัวเลขการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในประเทศด้วยว่ามีจำนวนเท่าใด เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุนระบบ กักเก็บไฟฟ้า (เอนเนอร์จี สตอเรจ) ที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน







