
ดอลลาร์จ่อขาลงต่อ เงินเอเชียเสี่ยงแข็งค่ายาว
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์บรรดานักลงทุนต่างเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่คาดการณ์เอาไว้ในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ หลัง "แนวโน้ม" ที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นสูงในอนาคตเริ่มหดหายไป เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนที่มองเอาไว้ในต้นปี อาจไม่สามารถเป็นไปได้ตามที่ตลาดคาดไว้นัก ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งหลัง ของปี 2017 นี้ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่องยาวอีก แทนที่จะดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างที่เคยมองกันในช่วงต้นปี
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
บรรดานักลงทุนต่างเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่คาดการณ์เอาไว้ในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ หลัง "แนวโน้ม" ที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นสูงในอนาคตเริ่มหดหายไป เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนที่มองเอาไว้ในต้นปี อาจไม่สามารถเป็นไปได้ตามที่ตลาดคาดไว้นัก ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งหลัง ของปี 2017 นี้ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่องยาวอีก แทนที่จะดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างที่เคยมองกันในช่วงต้นปี
ค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มจะ อ่อนค่ายาวกว่าที่คาดเอาไว้นี่เอง กำลังเริ่มทำให้หลายชาติเอเชียกังวลว่า การส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีนี้ อาจจะต้องสะดุดลงจากปัจจัยสะดุดเรื่องค่าเงิน
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐที่ขาดช่วงไปก็คือ นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยประกาศไว้ว่าจะทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล 1 ล้านล้านดอลลาร์ (เกือบ 34 ล้านล้านบาท) และจะปฏิรูปภาษีเพื่อปล่อยให้ภาคเอกชนมีเงินในมือมากยิ่งขึ้น
ความหวังที่ทรัมป์จะทำได้สำเร็จ ใน 2 นโยบายข้างต้นเริ่มจะริบหรี่ เนื่องจากการผ่านงบประมาณเพื่อลงทุนมหาศาลดังกล่าวเป็นเรื่องยากสำหรับสหรัฐที่มีปัญหาเรื่องเพดานหนี้สาธารณะล้นเพดานในทุกปี ขณะที่การปฏิรูปภาษียังมีแนวโน้มจะทำให้งบประมาณรัฐบาลลดลงราว 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 81 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากการคำนวณของศูนย์ศึกษานโยบายภาษี
นอกจากนี้ การผ่านนโยบายของทรัมป์ยังเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะแม้สมาชิกพรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรส แต่ก็ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากนัก โดยเฉพาะ ในรัฐสภาที่อยู่เพียง 52 ต่อ 46 ที่นั่ง โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันไม่ได้เห็นด้วยกับทรัมป์ทั้งหมด ขณะที่ทรัมป์เองก็ยังไม่อาจสลัดหลุดข่าวอื้อฉาวเรื่องรัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อช่วยตนเองให้คว้าชัยไปได้
นโยบายที่ไม่แน่นอนดังกล่าว ส่งผลให้การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดเองก็แถลงต่อสภาคองเกรสล่าสุดว่า จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มตีความกันใหม่ว่า การขึ้นดอกเบี้ยที่น่าจะมีขึ้นในเดือน ธ.ค.นั้น อาจต้องเลื่อนออกไปอีก
ซีเอ็มอี กรุ๊ป เฟดวอตช์ ลดความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ในเดือน ธ.ค.ลงมาอยู่ที่ 47% จากคาดการณ์เดิมเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ 55%
สัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงแตะ จุดต่ำสุดในรอบ 14 เดือน เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร ไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มที่เฟดจะลดความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ย สวนทางกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ใกล้ จะส่งสัญญาณลดการกระตุ้นในเร็วๆ นี้ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ สป็อต ของบลูมเบิร์กยังชี้ว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ต่ำสุดอยู่ที่ราว 10 เดือน ในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักของโลก
แนวโน้มที่ค่าเงินดอลลาร์อาจจะอ่อนค่ายาวกว่าที่คาดเอาไว้ ตามทิศทางเงินเฟ้อที่โตช้ากว่าคาด และการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจต้องเลื่อนออกไป อาจกลายเป็นภาระด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่ประเทศผู้ส่งออกในเอเชียต้องแบกภาวะค่าเงินที่แข็งค่ายาวออกไปอีก ท่ามกลางความกังวลว่าการส่งออกที่ฟื้นตัวได้ดีในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 นี้ อาจต้องสะดุดลง หากปัจจัยบวกอย่างดีมานด์โลกที่ฟื้นตัวได้ดีมาโดยตลอดเริ่มอ่อนแรงลง
ค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของเอเชียแข็งค่ามากที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ย. 2016 หลังธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ตั้งค่ากลางเงินหยวนให้แข็งค่าแตะจุดสูงสุดตั้งแต่ วันที่ 4 พ.ย. โดยนอกจากจะคำนวณจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นแล้ว ยังเป็นผลมาจากเศรษฐจีนที่ฟื้นตัวแกร่งและเติบโตได้ถึง 6.9% ทั้ง 2 ไตรมาสแรกของปี
จีนและสหรัฐเป็นตลาดค้าขายหลักของชาติในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่การส่งออกเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ลดลงไป 1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เนื่องจากราคาสินค้าส่งออกที่ปรับลด 1% จากค่าเงินวอนที่แข็งค่า โดยแม้ราคาสำหรับการนำเข้าที่ปรับลดลง 1.4% แต่เศรษฐกิจเกาหลีใต้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยอยู่ที่ 42.2% ของขนาดเศรษฐกิจเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีมุนแจอินของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งขึ้นรับตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ประกาศจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้า 16% มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 เพื่อให้ประเทศหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น และยังเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในที่เริ่มหยุดชะงักลงและเติบโตเพียง 0.4% ในช่วงไตรมาสแรก
ไม่ใช่เพียงแต่เกาหลีใต้เท่านั้นที่ความผันผวนของค่าเงินมีผลกระทบ ต่อการส่งออก ด้านเอกชนญี่ปุ่นเองก็กังวลต่อค่าเงินเยนที่แข็งค่า และมองผลกำไรในปีนี้จะปรับตัวลดลงจากปีก่อน เช่น โตโยต้า มอเตอร์ คาดการณ์ผลกำไรสุทธิในปีงบประมาณ 2017 จะปรับลง 18.1% จากการคำนวณ ค่าเงินเยนเอาไว้ที่ 105 เยน/ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับระดับ 112 เยน/ดอลลาร์ ในปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่โตโยต้าเท่านั้น แต่เอกชนอื่นๆ ในญี่ปุ่นต่างกังวลต่อค่าเงินเยน ที่แข็งค่าเช่นกัน โดย นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า นับถึงวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา บริษัทเอกชนมากถึง 37 แห่ง ตั้งค่าเงินเยนสำหรับคำนวณผลกำไรเอาไว้ที่ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปีงบประมาณที่แล้วที่ 108 เยน/เหรียญสหรัฐ
ทิศทางค่าเงินเยนแข็งค่าอาจ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ในอัตราผลตอบแทนที่กำหนดไว้ตายตัวคือ 0.11% โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ที่บีโอเจเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลง และทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงตามไปด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินของบีโอเจ ที่กำหนดจะซื้อหรือขายพันธบัตรเพื่อให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ใกล้เคียงกับ 0% ซึ่งต้องทำงานอย่างหนักมากขึ้น หลังธนาคารกลาง ทั่วโลกมีแนวโน้มจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสถานะการเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย" ของค่าเงินเยน ยังทำให้เยนมีแนวโน้มจะแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐและของโลก
นับตั้งแต่ต้นปี 2016 นี้มา ทั่วโลกเผชิญกับปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์มากมาย เช่น การทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่องจากเกาหลีเหนือ ซึ่งล่าสุดทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ที่อ้างว่ามีพิษสงมากพอจะยิงไปทั่วทุกจุดบนโลกใบนี้ และยังเผชิญกับปัญหาความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางจากการตัดความสัมพันธ์ของชาติอาหรับ นำโดยซาอุดิอาระเบีย และกาตาร์อีกด้วย โดยอ้างว่ากาตาร์สนับสนุนกลุ่ม ก่อการร้าย
นอกจากนี้ คู่ค้าสำคัญอย่างจีนยังไม่แน่ว่าจะคงกำลังซื้อมหาศาลในปัจจุบันและการเติบโตไปได้มาก เพียงใด ท่ามกลางปัญหาหนี้มหาศาลทั้งภาครัฐและครัวเรือนที่รอให้รัฐบาลจีนต้องเข้ามาเร่งแก้ไข
ภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นจนจุดชนวนความไม่แน่นอนขึ้นอีกครั้งในวันนี้ จึงกลายเป็นความเสี่ยงของประเทศผู้ส่งออกในเอเชียที่ยังต้อง รอลุ้นในวันหน้าเช่นเดียวกัน n







