posttoday
คนไทยรายได้แค่พอกิน ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม

คนไทยรายได้แค่พอกิน ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม

17 กรกฎาคม 2560

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ได้เผยผลสำรวจ "พฤติกรรมการออมและภาวะหนี้สินของประชาชนในช่วงครึ่งปีแรก 2560" ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 45.1% มีรายได้พอๆ กับรายจ่าย โดย 31.5% มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย 21.85% มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และ 1.5% ไม่แน่ใจ และเมื่อสอบถามถึงรายได้เฉลี่ยของประชาชนในแต่ละเดือน พบว่า อยู่ที่ 2.65 หมื่นบาท/คน/เดือน ส่วนรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 2.16 หมื่นบาท/คน/เดือน เฉลี่ยแล้วจะเหลือเงินต่อเดือนเพียง 4,863 บาท ซึ่งไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเงินที่เหลือจะนำไปเก็บออมหรือไม่

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ได้เผยผลสำรวจ "พฤติกรรมการออมและภาวะหนี้สินของประชาชนในช่วงครึ่งปีแรก 2560" ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 45.1% มีรายได้พอๆ กับรายจ่าย โดย 31.5% มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย 21.85% มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และ 1.5% ไม่แน่ใจ และเมื่อสอบถามถึงรายได้เฉลี่ยของประชาชนในแต่ละเดือน พบว่า อยู่ที่ 2.65 หมื่นบาท/คน/เดือน ส่วนรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 2.16 หมื่นบาท/คน/เดือน เฉลี่ยแล้วจะเหลือเงินต่อเดือนเพียง 4,863 บาท ซึ่งไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเงินที่เหลือจะนำไปเก็บออมหรือไม่

ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า กล่าวว่า ผลสำรวจเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเงินออมมากกว่า 50% มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท คนกลุ่มนี้ไม่มีเงินเพียงพอ ต่อการเกษียณ และการมีหนี้ครัวเรือนที่ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้มาเพื่ออุปโภคบริโภค ไม่ได้นำไปลงทุนและซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้าน โครงสร้างของหนี้แตกต่างจากต่างประเทศที่กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและลงทุน อีกทั้งมีโอกาสจะหันไปก่อหนี้นอกระบบ

"ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขหนี้นอกระบบ เห็นได้จากเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบมาขอใบอนุญาต สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ พิโกไฟแนนซ์ ยังมีผู้ประกอบการเข้าร่วมน้อยและคนใช้บริการก็ไม่มาก ส่วนหนึ่งเพราะดอกเบี้ยที่เปิดให้คิดได้ที่ 36% ยังต่ำกว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ที่เข้ามาใช้สินเชื่อ จึงอยากให้ภาครัฐขยายกลไกอื่นมาช่วยและอุดหนุนดอกเบี้ยให้มากกว่าความเสี่ยง เพื่อเพิ่มผู้ประกอบการให้เข้ามาอยู่ในระบบ และส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน" ณดา กล่าว

ด้าน สุรพล โอภาสเสถียร ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กล่าวว่า ถึงระดับหนี้ครัวเรือนต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะปรับลดลงในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งมีมูลค่าหนี้รวม 11.48 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78.6% ของจีดีพี ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีหนี้ครัวเรือน 11.14 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 80.6% ของจีดีพี แต่หากดูเฉพาะมูลหนี้จะพบว่ายังเพิ่มขึ้น 3.45 แสนล้านบาท ดังนั้น ในมูลค่าหนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการก่อหนี้เพื่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค

ทั้งนี้ ในจำนวนหนี้ทั้งหมดแบ่งเป็นหนี้ในระบบธนาคารพาณิชย์ 4.9 ล้านล้านบาท หรือ 33.6% หนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (ธนาคารรัฐ) 3.38 ล้านล้านบาท หรือ 23.2% เป็นหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ 1.7 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้ครูถึง 7 แสนล้านบาท เป็นหนี้ของผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) 1.08 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีหนี้จากโรงรับจำนำอีกประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท

"จากสัดส่วนข้างต้นทำให้หนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ถูกนำมาติดตามดูและมีการจัดการมากขึ้น ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวนโยบาย ส่งเสริมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศที่มีสินทรัพย์ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีอยู่ประมาณ 140 แห่ง เข้ามาเป็นสมาชิกเครดิตบูโร เพื่อมีส่วนช่วยดูแลคุณภาพการก่อหนี้และปัญหาหนี้เสียได้อีกทาง ทำให้ตั้งเป้าจะให้มีสหกรณ์นำร่องเข้ามาอยู่ในเครดิตบูโรก่อน 6 แห่ง ซึ่งในจำนวน 6 แห่งนี้ มีเข้ามาแล้ว 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น และสหกรณ์กรมป่าไม้ คาดว่าปีนี้จะมีเข้ามาเพิ่มอีก 2 แห่ง และมีนอกเหนือจากสหกรณ์เป้าหมายอีก 1 แห่ง ที่ยังไม่เข้ามา ซึ่งจะช่วยให้มีข้อมูลในการปล่อยกู้ได้มากขึ้น" สุรพล กล่าว

สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ในปัจจุบันนั้น ได้มีคลินิกแก้หนี้ แต่แก้ได้เฉพาะหนี้ของสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารเท่านั้น หากในอนาคตภาครัฐสามารถขยายครอบคลุมไปถึงหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของนันแบงก์ได้ด้วย ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้น เพราะหนี้ที่มีปัญหาไม่ได้มีเฉพาะหนี้ของธนาคารเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท