
แก้หนี้คนไทยไม่ง่ายเหมือนคิด
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยช่วงนี้ปัญหาหนี้ทั้งระดับชาวบ้านแต่กลายเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะเริ่มวิตกกังวลว่าหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงเกินไป กระทบทั้งต่อความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งลดอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย ที่ผ่านมารัฐบาลอัดฉีดมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ปรากฏว่าใช้ไปเท่าไร เงินหายต๋อมเพราะประชาชนนำไปใช้ต้นใช้ดอกจนหมด จนรัฐบาลเตรียมงัดมาตรการในการควบคุมปล่อยสินเชื่อและสกัดหนี้เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
ช่วงนี้ปัญหาหนี้ทั้งระดับชาวบ้านแต่กลายเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะเริ่มวิตกกังวลว่าหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงเกินไป กระทบทั้งต่อความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งลดอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย ที่ผ่านมารัฐบาลอัดฉีดมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ปรากฏว่าใช้ไปเท่าไร เงินหายต๋อมเพราะประชาชนนำไปใช้ต้นใช้ดอกจนหมด จนรัฐบาลเตรียมงัดมาตรการในการควบคุมปล่อยสินเชื่อและสกัดหนี้เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า
อันที่จริงหนี้ครัวเรือนของประเทศเป็นปัญหามานานแล้ว ยิ่งแก้หนี้ยิ่งมากกว่าเดิม จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนปี 2558 อยู่ที่ระดับ 11.097 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 81.2 ของจีดีพี พอมาปี 2559 ตัวเลขหนี้เพิ่มเป็น 11.469 ล้านล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2560 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 11.480 ล้านล้านบาท แต่สัดส่วนลดเหลือร้อยละ 78.6 ของจีดีพี ในช่วง 3 ปี ตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้น 3.803 แสนล้านบาท แต่เมื่อเทียบจากจีดีพีที่แต่ละปีสูงขึ้นทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลง
ตัวเลขข้างต้นบ่งบอกว่าหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ใช่ลดลงแต่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัย อย่าไปหลอกตัวเองว่าหนี้ครัวเรือนหรือหนี้ชาวบ้านลดลง เพราะที่ผ่านมาการขยายตัวทางเศรษฐกิจในรูปของจีดีพีมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งใช้เงินไปหลายแสนล้านบาท ภาระหนี้ของประชาชนไทยสูงจนติดแชมป์ลำดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่คงไม่มีใครภูมิใจกับการเป็นแชมป์ประเภทนี้
หากนำตัวเลขจำนวนประชากรทั้งประเทศมาหารเฉลี่ย พบว่าคนตั้งแต่เริ่มเกิดจนใกล้จะตายเป็นหนี้เฉลี่ยประมาณ 174,200 บาท/คน หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ ขณะที่หนี้ผ่อนบัตรเครดิตและหนี้ลีสซิ่งผ่อนรถรวมกันประมาณ 1.412 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้โรงรับจำนำหรือธนาคารคนจนมีหนี้รวมกัน 6.3 หมื่นล้านบาท
แนวโน้มการขยายตัวของหนี้ชาวบ้านในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวไม่น้อยกว่าร้อยละ 10.5 เป็นผลมาจากการเร่งสร้างหนี้ของประชาชนวัยทำงาน โดยเฉพาะอายุช่วง 25-40 ปี เป็นกลุ่มที่สร้างหนี้สูงสุด ทั้งผ่อนรถ-ผ่อนบ้าน เป็นกลุ่มวัยสร้างตัวอายุยังน้อย เครดิตดี บางคนมีบัตรเครดิตเป็น 10 ใบ จนแบงก์ชาติเตรียมออกมาตรการควบคุมให้มีได้คนละไม่เกิน 3 ใบ และมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อไม่ให้เกิน 3 เท่า หรือให้กู้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 3-5 หมื่นบาท/ราย ซึ่งในทางปฏิบัติจะทำได้มากน้อยเพียงใด เพราะบางคนรายได้น้อย แต่หลักประกันดีหรือมีผู้ค้ำประกันที่น่าเชื่อถือ
ข้อสังเกตคนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่ ยังไม่ทำงาน คือเริ่มกู้ตั้งแต่เป็นนักเรียน-นักศึกษาก็กู้เงินรัฐหรือ กยศ. สิ่งที่ตามมาคือชินกับการเป็นหนี้ พอโตขึ้นมีงานทำ ใจถึง ไม่กลัวการเป็นหนี้ และไม่อายที่ใครจะมาทวงหนี้ อยากได้อะไรไปกู้มาโดยไม่พิจารณาถึงความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน คนกลุ่มนี้ที่สุดกลายเป็นเอ็นพีแอล คือเป็นหนี้เสียติดลิสต์เครดิตบูโร โดยไม่รู้ตัวว่าจะกลายเป็นแผลเป็น ทางด้านเครดิต
ประเด็นคือรายได้ไม่พอจ่ายเพราะต้องไปจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน ขณะที่มีภาระต่างๆ เช่น ดูแลลูก ดูแลครอบครัว ทางเลือกมีไม่มากนัก ต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยสูงแบบหฤโหดและเข้าสู่วงจรอุบาทว์ถูกตามหนี้แต่ละวัน ทำให้ไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ผลงานออกมาไม่ดี หยุดงานหนีหนี้บ่อยๆ แถมโชคร้ายในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีอาจเจอซองขาวให้ออกจากงาน
หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีคนจนที่มาขึ้นทะเบียนกว่า 13 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ย ไม่ถึง 200 บาท/วัน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและเป็นคนสูงอายุและจนไปพร้อมกัน ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่เมื่อเข้าไปสู่วงจรออกมายาก เพราะการดำรงชีพอยู่ที่การก่อหนี้อย่างต่อเนื่อง เอาหนี้ใหม่ไปโปะหนี้เก่า เหลือไว้ใช้ นิดหน่อย พอกลางเดือนเงินไม่พอก็ไปกู้ใหม่หรือรูดบัตรเงินสด เป็นวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ
มาตรการต่างๆ ของรัฐในการช่วยเหลือประชาชนซึ่งด้อยโอกาส ล้วนเป็นมาตรการทางการเงินส่งเสริมชักชวนให้ประชาชนกู้เงิน ราคาข้าวไม่ดีออกโครงการให้กู้เงิน แต่ก่อนต้องไปจำนำข้าวที่โรงสีของรัฐ ยุคใหม่จำนำข้าวไว้ที่บ้านก็ได้ ช่วงนี้ยางพาราราคาตกต่ำก็เตรียมออกมาตรการให้กู้ ถึงดอกเบี้ยต่ำก็ต้องใช้หนี้ มาตรการพวกนี้คงต้องทำไป ไม่ช่วยก็ไม่ได้ จะให้เปล่าก็ทำไม่ได้ ผลก็คือชาวบ้านเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทุกปีๆ
หนี้ชาวบ้านหรือเรียกเป็นทางการว่าหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากแก้ได้ง่ายๆ คงทำไปนานแล้ว มาตรการควบคุมสินเชื่อหรือบัตรเครดิตที่จะออกควรพิจารณาให้รอบด้าน เพราะหากไปเบรกโดยไม่ให้ทันตั้งตัวเงินหมุนไม่ทันจะยิ่งกลายเป็นปัญหา การจำกัดวงเงินสินเชื่อต่อราย แนวคิดถูกแล้วเพราะไม่ควรเป็นหนี้เกินตัว แต่อาจส่งผลกระทบให้ผู้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่ออาจกลับไปพึ่งหนี้นอกระบบ เพราะเงินไม่พอใช้อย่างไรเสียคงต้องขวนขวายหาเงินกู้มาใช้จะยิ่งเป็นการ ซ้ำเติม...ไม่ลองทำก็ไม่รู้ครับ







