
ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]ถ้อยคำแถลงผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ระบุว่า จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Interest Rate) ขึ้น "อย่างค่อยเป็นค่อยไป" จนถึงระดับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม (ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองไว้ว่าที่ 2.5%) จึงเป็นที่คาดหมายกันอย่างกว้างขวางได้ว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามกันอย่างต่อเนื่องต่อไปว่าจะมีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยอย่างไร และถ้าจะมีผลกระทบ ผลกระทบนั้นจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และน่าจะมีการเตรียมตัวป้องกันหรือลดทอนผลกระทบในทางลบที่อาจจะเกิดขึ้นนี้อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้มีความตระหนักรู้และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
ถ้อยคำแถลงผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ระบุว่า จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Interest Rate) ขึ้น "อย่างค่อยเป็นค่อยไป" จนถึงระดับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม (ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองไว้ว่าที่ 2.5%) จึงเป็นที่คาดหมายกันอย่างกว้างขวางได้ว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามกันอย่างต่อเนื่องต่อไปว่าจะมีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยอย่างไร และถ้าจะมีผลกระทบ ผลกระทบนั้นจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และน่าจะมีการเตรียมตัวป้องกันหรือลดทอนผลกระทบในทางลบที่อาจจะเกิดขึ้นนี้อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้มีความตระหนักรู้และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจไทยที่ต้องยอมรับว่ามีความเปราะบางอยู่มากในปัจจุบัน เพราะอยู่ในช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) หลายอย่างด้วยกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของภาคเศรษฐกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมากขึ้น การปรับเปลี่ยนของภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (อย่างที่เห็นปรากฏในสื่อต่างๆ ที่ภาครัฐมีแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การเป็น "Thailand 4.0" ซึ่งผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจหรือมีความชัดเจนว่าเราจะต้องพัฒนาอย่างไรบ้างเพื่อให้เป็น "Thailand 4.0" และจะเป็นเมื่อใด?) อย่างไรก็ตาม ก็น่าจะได้มีการลองพิจารณากันดูว่าในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นในระยะสั้นและปานกลางนี้ จะมีความสุ่มเสี่ยงอย่างไรบ้างต่อเศรษฐกิจไทย
การปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยมองในแง่ของการลงทุนก็น่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนของเงินทุนที่ใช้เพื่อการลงทุน ซึ่งโดยปกติก็จะทำให้การลงทุนชะลอตัวลง ทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยก่อให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่อาจจะมีสาเหตุมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนย้ายของเงินทุน (Capital Movement) ก็จะทำให้การลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในภาคการผลิตจริง (Real Economic Sector)
เศรษฐกิจไทยมีปัญหาทางด้านการลงทุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 การลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยภาคเอกชนชะลอตัวลง สัดส่วนของการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ในระดับที่น้อยกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แม้ว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้นรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (ในช่วงที่การส่งออกมีการขยายตัว) และการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (ในช่วงที่การส่งออกชะลอตัวลง) การเพิ่มขึ้นของการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยภาครัฐ
แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาจะอยู่ในระดับที่ต่ำมากโดยเปรียบเทียบเพราะสหรัฐใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก และมีการใช้นโยบายการเงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ในปี 2008 ในรูปของมาตรการ Quantitative Easing (QE) การขาดการลงทุนโดยภาคเอกชนเป็นระยะเวลานาน ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงและจำเป็นจะต้องมีการลงทุนจำนวนมาก เพื่อปรับเปลี่ยนและยกระดับการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้สอดคล้องและสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรมตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิต และเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ทำให้พฤติกรรมของอุปสงค์เปลี่ยนแปลงไป ความต้องการสินค้า ที่ผลิตโดยใช้ทุนเข้มข้น (Capital- Intensive) และความต้องการบริการ ที่เพิ่มมากขึ้นตามระดับการพัฒนาของประเทศ ทำให้มีความต้องการลงทุนเพิ่มอย่างมาก และยังต้องมีการลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเกินไป ย่อมเพิ่มต้นทุนทางด้านการลงทุน และทำให้ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากขึ้น เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ ของประเทศ
อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น โดยปกติมักจะมีผลทำให้ระดับราคาในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นด้วยเพราะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นย่อมมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่มีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเป็นสัดส่วนจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อรายได้ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทัน หรือสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ประเด็นผลกระทบต่อค่าครองชีพมีความเชื่อมโยงกับสถานะความเป็นหนี้และขีดความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน กล่าวคือ ระดับหนี้ภาคครัวเรือนของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในอัตราที่สูง และไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับลดลงได้โดยง่าย การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ลูกหนี้มีภาระหนี้ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระมากขึ้น เพราะโดยส่วนใหญ่การกู้ยืมเพื่อการบริโภค หรือการกู้ยืมรายย่อยนั้น มักจะเป็นการกู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ดังนั้น ขีดความสามารถในการชำระหนี้ย่อมลดลง ถ้าความสามารถในการสร้างรายได้ของลูกหนี้เท่าเดิม และถ้าคนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกันนี้ ก็อาจมีผลให้สัดส่วนของหนี้เสียในระบบการเงินเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และถ้าสถาบันการเงินไม่ได้มีแผนรองรับที่ดีพอ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรงได้ หรืออย่างน้อยที่สุดอาจจะทำให้เกิดการชะลอตัวของการบริโภค และทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจสะดุดลงได้
ในส่วนของหนี้ภาครัฐหรือหนี้สาธารณะ แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเกินไปเช่นในกรณีของหลายประเทศ แต่แนวโน้มของภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากความจำเป็นในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ หรือสาเหตุอื่นๆ ล้วนแต่มีผลบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ การขยับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการเพิ่มภาระหนี้ และลดศักยภาพของภาครัฐในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจให้บรรลุ เป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ ในระบบเศรษฐกิจที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะทำให้ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมากขึ้น โดยทั่วไปผู้มีความมั่งคั่งมากมักจะมีสถานะเป็นผู้ออมสุทธิ (Net Saver) และผู้มีรายได้น้อยมักจะเป็นผู้กู้ยืมสุทธิ (Net Borrower) ดอกเบี้ยที่แพงขึ้นจึงเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีความมั่งคั่งมาก ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจึงน่าจะมีผลให้การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมทำได้ยากขึ้น มีต้นทุนที่สูงขึ้น การเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ควรจะได้มีการดำเนินการ ระบบเศรษฐกิจที่มีการกระจายรายได้ที่ดีจะช่วยลดทอนปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งก็จะเป็นการช่วยป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การสร้างเงื่อนไขให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ จึงถือได้ว่าเป็นภูมิคุ้มกันในการป้องกัน ไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น
ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นเพียงความเป็นไปได้บางส่วนของผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นและระยะปานกลาง ความเสี่ยงเหล่านี้เป็นความท้าทายของผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศจะได้พิจารณาวางแนวทางในการกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อรองรับโจทย์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงแค่การดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความมีเสถียรภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจเพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และสามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพของคนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการทำให้คนบางส่วนของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น







