
คมคิดจากข้อเขียนผ่านไลน์ ในเรื่องคนกับแผนพัฒนา
สุรพล โอภาสเสถียรกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้อมูลเครดิต เมื่อมีการส่งข้อคิดเห็นที่ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และคนที่อยู่ในแผนพัฒนาว่าควรคิดอ่าน จะทำตัวเองประการใดจึงจะ "อยู่รอด เจริญงอกงามต่อไปอย่างมั่นคงแข็งแรง" สิ่งที่ผมสะดุดใจในข้อเขียนที่ส่งต่อๆ กันมามีข้อความดังนี้ครับ
สุรพล โอภาสเสถียรกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้อมูลเครดิต
เมื่อมีการส่งข้อคิดเห็นที่ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และคนที่อยู่ในแผนพัฒนาว่าควรคิดอ่าน จะทำตัวเองประการใดจึงจะ "อยู่รอด เจริญงอกงามต่อไปอย่างมั่นคงแข็งแรง" สิ่งที่ผมสะดุดใจในข้อเขียนที่ส่งต่อๆ กันมามีข้อความดังนี้ครับ
3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยช้ามาก โตปีละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ (หมายถึงปี 2540) เศรษฐกิจเราโตทีปีละ 7-10 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่คนในสังคมกำลังกลายเป็นคนแก่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเศรษฐกิจไทยยังโตปีละ 3 เปอร์เซ็นต์แบบนี้ ไปเรื่อยๆ จะหมายความว่ายังไงสำหรับพวกคุณ (ท่านที่ตั้งคำถามในไลน์ที่ถ่ายทอดกันมา) ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ รุ่นผม (ท่านผู้ให้ข้อมูล) เพิ่งจบพอดี อย่างเพื่อนผม (ท่านผู้ให้ข้อมูล) จบบัญชีพร้อมกันทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือนเริ่มต้นที่หมื่นกว่าบาท โบนัส 12 เดือน แล้วดูตอนนี้เงินเดือน ปริญญาตรียังหมื่นห้าอยู่ใช่ไหม แล้วเงินเดือนคุณขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แต่ละปี ความสามารถของนายจ้างก็จะจ่ายเงินเดือนได้ลดลง
นั่นแสดงให้เห็นว่ารายได้ของ รุ่นคุณ (ผู้ตั้งคำถามกับท่านผู้ให้ข้อมูล) จะโตช้า เงินได้โตช้า ในขณะที่พ่อแม่พวกคุณ (ผู้ตั้งคำถาม) ก็ต้องแก่ลง แล้วจะไปเลี้ยงพ่อแม่ ครอบครัว ไหวไหม ผู้สูงอายุต้องใช้เงินเดือนมหาศาลนะ นี่ล่ะคนรุ่นต่อไปกำลัง จะเผชิญกับวิกฤตสังคมคนชรา ถ้ารายได้โตไม่เร็ว นั่นคือสิ่งที่จะตามมา
ถ้าแนะนำในฐานะส่วนบุคคลคือ ทำอย่างไรให้ตัวเองเก่งที่สุด ไปได้ไกลที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ เราจะข้ามผ่านระบบการศึกษาหรือโครงสร้างแบบไทยๆ ได้อย่างไร คือทำให้ตัวเองบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเอง ในทิศทางไหนก็ได้ เท่าที่ตัวเองจะทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดทั้งหมดที่เล่ามา หรือไม่ก็ออกนอกประเทศไปเลย
"สรุปในตอนท้ายของข้อความ คือ เศรษฐกิจไทยโตช้าไป ไม่ทันเลี้ยงปากท้องคนไทย แต่ละคนต้องดิ้นรนให้เต็มที่ และถ้ามีโอกาสก็ไปโตต่างประเทศเลย"
และในทันทีที่มีผู้อ่านข้อความนี้ ผมก็อยากนำเสนอความเห็นของ ท่านผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ผมรู้จัก ท่านเป็นคนน่ารัก ท่านมีมุมมองที่น่าสนใจมาก ท่านผู้อ่านลองพิจารณานะครับ อย่าเพิ่งเชื่อ ลองใช้ใจเราพิจารณา ข้อความมีดังนี้ครับ
ผม (ท่านผู้อาวุโสที่ให้ความเห็น) ติดใจประโยคที่ว่า "เศรษฐกิจโตไม่ทันที่จะหล่อเลี้ยง ความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไป"
นี่แหละครับคือแก่นของความผิดทางความคิดของนักวิชาการ นักคิด นักวางแผนที่ตามก้นการเติบโตด้วยการบริโภคของประเทศที่เจริญกว่าทางเทคโนโลยี (ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น) ซึ่งล่อให้เราๆ ท่านๆ เดินเข้า "กับดัก" การบริโภคเกินจำเป็น มันจริงหรือไม่ที่ความเชื่อที่ส่งผ่านกันมาต่อเนื่องทำให้คนด้อยการพัฒนาต้องกระเสือกกระสนซื้อสินค้านาโน โทรศัพท์ 5จี ดื่มอาหารโปรไบโอติก เดินห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่กว่ามหาวิหาร กินอาหารฟาสต์ฟู้ด (แดกด่วน) แม้ตามชายขอบทุ่งนาก็ยังดื่มน้ำใส่สีใส่กลิ่นแล้วเรียกชื่อภาษาต่างประเทศที่ราคาแพงกว่าน้ำมัน ใส่มอเตอร์ไซค์ พวก Energy Drink ดูดิจิทัลทีวี เพื่อความคมชัดเห็นทุก ขุมขน ไม่รวมจอบาง จอแบน จอโค้ง เหล่านี้คือเศรษฐกิจที่สร้างดีมานด์ มายั่วยุกิเลสมนุษย์อย่างไร้ขอบเขต
ลองกลับมาคิดดูว่า ถ้าเปลี่ยนแนวเป็นเศรษฐกิจซัพพลายไซด์ คือบริโภคเท่าที่มีและสร้างได้ด้วยอัตราช้า-เร็วตามธรรมชาติ เศรษฐกิจก็จะโตตามความต้องการธรรมชาติ ตามความเป็นจริงของมนุษย์
ประเทศที่อ้างตัวว่าเป็นชาติที่ก้าวหน้า ก้าวล้ำ เขามีการบริโภคจนล้นคอหอยแล้วหรือไม่ เขาจึงหันมาหาตลาดกับเหยื่อที่เป็นผู้บริโภคที่พยายามจะวิ่งตามให้ทันกับความอยากของตนเองในโลกที่สามใช่หรือไม่ มันควรถึงเวลาทบทวนความคิดกันแล้วหรือยัง???
ทั้งท่านผู้เขียนตั้งประเด็น และท่านผู้เขียนต่อมา ล้วนมีมุมที่น่าคิด หากเราตัดอารมณ์ในคำต่างๆ ที่อาจมีการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ประชดประชันออกไป มันทำให้ผม ได้คิดขึ้นมาว่า
(1) เราจะบริโภคให้มากมายก่ายกอง อย่างไรที่สุดมันก็ไม่เกินกระเพาะอาหารของเราในแต่ละมื้อ
(2) เราจะซื้อเสื้อผ้าอะไรมากมาย ที่สุดเราก็ใส่ได้เพียงเสื้อกับกางเกงบวกชุดชั้นใน เราไม่สามารถใส่รองเท้าได้ 2 คู่ในเวลาเดียวกัน
(3) เราจะกินยาบำรุงให้ดี วิเศษแค่ไหนเราก็ต้องแก่ตัวลง เจ็บไข้ได้ป่วยและตายลงไป
(4) เราจะมีบ้าน มีคอนโด มีที่พักตากอากาศเลิศหรูขนาดไหน เราก็ใช้พื้นที่ท้ายสุดของชีวิตกว้าง 3 ฟุต ยาว 6 ฟุต เผลอๆ ใช้แค่ผอบใส่กระดูกเล็กนิดเดียว
อะไรคือพอดี พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง ผมคิดว่าแต่ละท่านแต่ละปัจเจกบุคคลตีความต่างกัน หากแต่ว่าถ้ามีหลักคิดเดียวกันแล้ว ปัญหาสังคมที่บริโภคกันเกินขีดความสามารถในการหารายได้มาตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของตัวคนบริโภคเองจนก่อหนี้สิน จนทางการต้องคิดหาวิธีลดอำนาจซื้อในกระเป๋าลงมาจาก 5 เท่าของรายได้ มาเหลือ 1.5 เท่าของรายได้อย่างที่เราๆ ท่านๆ กำลังใจระทึกว่าจะออกมาในแบบ ไหนกัน เพราะเรากำลังวางแผนว่า จะสอยโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่กำลังมาแรงโดยการใช้โปรแกรม 0% ผ่อนสัก 6 งวด ทั้งที่ไอ้ที่อยู่ในมือ เวลานี้ก็ยังใหม่และใช้ไม่ครบทุกเมนู ฮ่า ฮ่า ฮ่า







