
สศก.คาดราคาสินค้าเกษตรครึ่งปีหลังสดใส
จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ราคาสินค้าเกษตรในครึ่งหลังปี 2560 มีแนวโน้มเป็นบวก ในกลุ่มพืชสำคัญ ทั้ง ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ ส่งผลต่อดัชนีรายได้ภาคเกษตรโดยรวม ภายใต้ปัจจัยจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่คาดการณ์ว่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น
จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ราคาสินค้าเกษตรในครึ่งหลังปี 2560 มีแนวโน้มเป็นบวก ในกลุ่มพืชสำคัญ ทั้ง ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ ส่งผลต่อดัชนีรายได้ภาคเกษตรโดยรวม ภายใต้ปัจจัยจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่คาดการณ์ว่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 33 บาท/ดอลลาร์ ก็อาจส่งผลต่อภาวะส่งออกเล็กน้อย โดยผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะเริ่มออกมาในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จะเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวนาปี ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ภาคใต้ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในช่วงครึ่งแรกปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 15% โดยผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 96.40% จากปี 2559 อยู่ที่ 50.18 เพิ่มขึ้น 92.11%
ทั้งนี้ สศก.คาดว่า ราคาข้าวจะดีต่อเนื่อง เป็นผลมาจากประเทศผู้ ส่งออกข้าว เช่น บังกลาเทศ และอินเดีย ประสบภัยธรรมชาติ โดยครึ่งหลังของปี 2560 ราคาข้าวเปลือกเจ้าคาดว่าจะอยู่ที่ 7,627-8,000 บาท/ตัน จากปี 2559 ที่ราคาอยู่ที่ 7,931 บาท/ตัน โดยพบว่าผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร เพิ่มมากขึ้นจากปี 2559 เนื่องจากมีการจัดการแปลงที่ดีขึ้น และปริมาณน้ำดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ปี 2560 จะมีการส่งออกข้าวรวม 10 ล้านตันข้าวสาร จากปริมาณความต้องการข้าวจากต่างประเทศ
สำหรับสินค้าเกษตรที่คาดว่าราคาจะเป็นบวก คือ ข้าวนาปี และยางพารา ที่เป็นผลมาจากสต๊อกข้าวของรัฐสามารถจำหน่ายได้หมด และสต๊อกยางพาราของโครงการรัฐบาล 3.1 แสนตัน ได้มีการจำหน่ายออกไปจนเหลือเพียง 6 หมื่นตัน ซึ่งรัฐมีนโยบายที่จะนำมาใช้ในโครงการของรัฐไม่จำหน่าย และในงบประมาณปี 2561 นายกรัฐมนตรีได้ให้แต่ละกระทรวงใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในประเทศเพิ่มเติมในงานของกระทรวง
นอกจากนั้น องค์การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะร่วมกับ 6 บริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่ตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางเข้าซื้อ ยางในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้มีการดึงราคายางพาราในตลาดเพิ่มขึ้น โดยในปี 2560 การยางแห่งประเทศไทยได้ส่งตัวเลขใช้ยางของ 9 กระทรวง สรุปว่าจะใช้ประมาณน้ำยางข้น 2.23 หมื่นตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งคาดการณ์จะมีการส่งออกยาง 3.6-3.7 ล้านตัน
ขณะที่ปี 2561 อยู่ระหว่างสำรวจความต้องการใช้ตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งขณะนี้ กยท.ร่วมกับเอกชน กำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น (108 แห่ง) ตลาดกลาง (6 แห่ง) และตลาดภูมิภาค (3 ประเทศ) ด้วยการซื้อขายยางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ระบุว่า หลังมาตรการของรัฐออกมา คาดว่าจะดึงราคายางเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายราคาน้ำยางข้นอยู่ที่ 70 บาท/กิโลกรัม (กก.) และราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ประมาณ 55-60 บาท/กก. ซึ่งจะทอนลงกลับไปที่ราคารับซื้อน้ำยางดิบจากเกษตรกร
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการยกระดับเกษตรกรได้เตรียมออกโครงการสินเชื่อสมาร์ท ฟาร์เมอร์ เน้นช่วยเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการนำนวัตกรรมมาใช้ ยกระดับสินค้าเกษตรกร ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรรายกลุ่ม จะมีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี ในปีนี้คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท จากที่ ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านปล่อยสินเชื่อได้ 4 หมื่นล้านบาท







