
เสริมทักษะแรงงานสูงวัย
กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา นิกเกอิ เอเชีย หัวข้อการเข้าถึงลูกค้าชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ว่าไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยพบว่า 17-18% ของกลุ่มผู้สูงอายุอยู่ในชนชั้นกลางเป็นผู้มีรายได้ แต่ด้วยสภาวะเงินเฟ้อในอนาคต มีแนวโน้มทำให้กลุ่มผู้สูงอายุชนชั้นกลางมีจำนวนลดลง ดังนั้น ต้องรักษาจำนวนคนกลุ่มนี้ และเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ โดยการเสริมความรู้ด้านไอที พบว่าคนรุ่นใหม่มีความรู้ด้านไอทีและสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น ทำอย่างไรให้คนสองกลุ่มนี้ทำงานร่วมกัน คนรุ่นใหม่ถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีให้กับคนรุ่นก่อน เปลี่ยนเป็นกลุ่มแรงงานมีทักษะ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา นิกเกอิ เอเชีย หัวข้อการเข้าถึงลูกค้าชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ว่าไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยพบว่า 17-18% ของกลุ่มผู้สูงอายุอยู่ในชนชั้นกลางเป็นผู้มีรายได้ แต่ด้วยสภาวะเงินเฟ้อในอนาคต มีแนวโน้มทำให้กลุ่มผู้สูงอายุชนชั้นกลางมีจำนวนลดลง ดังนั้น ต้องรักษาจำนวนคนกลุ่มนี้ และเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ โดยการเสริมความรู้ด้านไอที พบว่าคนรุ่นใหม่มีความรู้ด้านไอทีและสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น ทำอย่างไรให้คนสองกลุ่มนี้ทำงานร่วมกัน คนรุ่นใหม่ถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีให้กับคนรุ่นก่อน เปลี่ยนเป็นกลุ่มแรงงานมีทักษะ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบันการลงทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่อย่างเดียว ไทยยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างงานและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สำหรับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวมีการรวมกลุ่มกัน นำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
พิภพ โชควัฒนา ที่ปรึกษากลุ่มสหพัฒนพิบูล กล่าวว่า แนวโน้มปริมาณชนชั้นกลางในไทยเพิ่มสูงขึ้น จากค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งชนชั้นกลางในอาเซียนมีรายได้ประมาณ 1.3-1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ/ปี ขณะที่ชนชั้นกลางในยุโรปมีรายได้ประมาณ 5 หมื่นดอลลาร์/ปี ทั้งนี้ ไทยพยายามเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจเพื่อหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการเพิ่ม นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูงถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน เป็นลักษณะการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช้ปัจจัยด้านแรงงานราคาถูกในการ ขับเคลื่อน
ขณะที่ ไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวในงานเสวนาเชิงวิเคราะห์หัวข้อ "อนาคตแรงงานไทยยุค 4.0 ผลกระทบและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม" ว่าสมาคมเห็นด้วยกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพื่อการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีการแรงงานต่างในประเทศไทยประมาณ 4 ล้านคน โดยแบ่งประเภทที่มีใบอนุญาต 1.3 ล้านคน ประเภทที่ขอผ่อนผัน 1.3 ล้านคน และประเภทที่ผิดกฎหมายมากกว่า 1 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าระยะเวลา 180 วัน ที่รัฐบาลดำเนินการขยายระยะเวลาจะสามารถนำแรงงานกลับเข้าระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหากแรงงานต่างด้าวได้รับสวัสดิการดูแลที่ดี จะทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายภายในประเทศไทยมีขึ้นตามไปด้วย
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ ที่จะได้ผลกระทบจากการปรับปรุงกฎหมายแรงงานต่างด้าวคือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน ณ เดือน พ.ค. 2560 กว่า 2.26 แสนคน ในอุตสาหกรรมจากจำนวนภาคก่อสร้างที่อยู่ในอุตสาหกรรมจำนวนกว่าล้านคน ดังนั้น มีเวลา 6 เดือน จะนำเข้าสู่ระบบได้ ระยะสั้นยอมรับว่าจะมีผลกระทบต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานพอสมควร แต่คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ รองลงมาคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดใช้แรงงานต่างด้าวค่อนข้างน้อยจึงไม่เป็นกังวล
นอกจากนี้ ประเมินว่าจะไม่กระทบต่อประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ยังคงคาดการณ์เดิมไว้ที่ 9.9 แสนล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7.1% ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8.8 แสนล้านบาท เพราะกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมีสัดส่วนกำไรน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด โดยกลุ่มที่ขับเคลื่อนกำไรมาจาก 4 กลุ่มหลัก คือ พลังงาน 24% ธนาคารพาณิชย์ 23% ไอซีที 9% และวัสดุก่อสร้าง 8% ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 60% แล้ว ดังนั้น จึงเชื่อว่าไม่กระทบต่อภาพรวมตลาดมากนัก







