posttoday
โลกเริ่มปรับทิศ ดันดอกเบี้ยขาขึ้นตามเฟด

โลกเริ่มปรับทิศ ดันดอกเบี้ยขาขึ้นตามเฟด

12 กรกฎาคม 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธ การส่งสัญญาณของเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการแถลงทิศทางนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวดีที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ต่อนักลงทุนทั่วโลก

นันทิยา วรเพชรายุทธ

การส่งสัญญาณของเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการแถลงทิศทางนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวดีที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ต่อนักลงทุนทั่วโลก

เพราะการที่เยลเลนระบุว่าอัตราเงินเฟ้อยังขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย และเฟดจะทยอยตรึงนโยบายอย่าง "ค่อยเป็นค่อยไป" ถูกตีความออกมาว่าเฟดจะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยรอบ 3 ของปีในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจไปขึ้นเอาในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี หรือในเดือน ธ.ค. ซึ่งหมายความว่านักลงทุนยังมีเวลาให้เก็บเกี่ยวกันได้อีกเกือบครึ่งปี

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้นก็มีสัญญาณที่น่าจับตาอีกอย่างเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อ "ธนาคารกลางแคนาดา" (บีโอซี) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐได้บานปลายลุกลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกตามมา และทำให้ธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติทั่วโลก ต้องทยอยปรับลดดอกเบี้ยไปตามๆ กัน เข้าสู่โหมดของการ "สอดประสานนโยบายผ่อนคลายทางการเงินทั่วทั้งโลก"

บีโอซีขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 0.5% ไปอยู่ที่ระดับ 0.75% โดย สตีเฟน โพลอซ ผู้ว่าการบีโอซี ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งเพียงพอรองรับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้แล้ว โดยบีโอซีมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งต่อแนวโน้มในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออกและการลงทุนทางธุรกิจ ซึ่งมีทิศทางดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

การตัดสินใจของแบงก์ชาติแคนาดาส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศทยอยขึ้นดอกเบี้ยรายการต่างๆ ตามมาทันที ส่งผลให้ธุรกรรมการเงินเกือบทุกแขนงตั้งแต่สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และรายการธุรกรรมอื่นๆ กับแบงก์ล้วนแล้วแต่ "แพง" ขึ้นตามไปด้วย

ทว่าสิ่งที่มีความหมายมากกว่าก็คือ นี่ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยตึงตัวตามเฟดเป็นเจ้าแรกในกลุ่มประเทศ จี10 และอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของคลื่นการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นหลังจากนี้

แคนาดาถือเป็นตัวอย่างของความจำเป็นที่ต้องปรับตัวตามเฟด ซึ่งไม่ใช่เพราะต้องการลดความถ่างของอัตราดอกเบี้ยกับสหรัฐที่จะกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนตามมาเท่านั้น แต่ยังต้องการถือโอกาสตรึงนโยบายการเงินเพื่อคุม "ความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์" ในประเทศด้วย

เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของนโยบายการเงินผ่อนคลายสุดขั้ว ที่ลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 2 ครั้งในปี 2015 ได้ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากคนแคนาดาเองหรือจากคนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่แห่เข้าไปซื้อบ้านในแวนคูเวอร์และโตรอนโต แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามดำเนินมาตรการป้องปรามมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ง่ายๆ จนทำให้เมืองในแคนาดาติดอันดับเมืองเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์มากที่สุดในโลกมาแล้ว

การปรับตัวของแบงก์ชาติแคนาคาครั้งนี้จึงเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์กันเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งยังมีการคาดกันด้วยว่า แบงก์ชาติแคนาดาจะยังเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ โดยอาจมีขึ้นในเดือน ก.ย.

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวตามครั้งนี้ยังไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นทิศทาง "สอดประสาน" กันทั่วโลกอีกครั้งในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะไม่ใช่เศรษฐกิจในทุกประเทศจะแข็งแกร่งพอรองรับต้นทุนกู้ยืมทางตรงที่เพิ่มขึ้นในเวลานี้

ไฟแนนเชียลไทมส์ อ้างโกลด์แมน แซคส์ ว่า ทิศทางในครั้งนี้ต่างไปจากช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เพราะยังมีหลักฐานบ่งชี้ไม่มากพอว่าธนาคารกลางต่างๆ จะดำเนินนโยบายสอดประสานกัน ไม่ว่าจะในเชิงตึงตัวขึ้นหรือผ่อนคลายลง

เกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการประชุมธนาคารกลางตามมาติดๆ ในวันที่ 13 ก.ค. ทว่ายังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมที่ 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของเกาหลีใต้

เพราะแม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.8% หรือน่าจะโตได้มากกว่าประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 2.6% ท่ามกลางการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เกาหลีใต้ก็ยังมีปัญหาใหญ่กว่า นั่นคือ หนี้ครัวเรือนที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และการว่างงานที่พุ่งสูง จนแทนที่จะขันนอตนโยบายผ่อนปรน แต่เกาหลีใต้เพิ่งทุ่มงบไปอีก 11.2 ล้านล้านวอนเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อใช้นโยบายการคลังกระตุ้นการจ้างงานในประเทศ ในยุคที่มุนแจอิน ประธานาธิบดีคนใหม่หมาดๆ เพิ่งเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศอีกครั้ง

เป็นที่คาดว่าธนาคารกลางหลายแห่งที่ยังไม่พร้อมขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ อาจเลือกที่จะไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก แทนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่น ธนาคารกลางสวีเดน ที่เพิ่งส่งสัญญาณว่า จะไม่มีการผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มอีก ขณะที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) แม้จะไม่มีแผนหยุดคิวอี หรือการซื้อสินทรัพย์ในเวลานี้ แต่ก็คาดว่าจะไม่มีการผ่อนปรนต่อเช่นกัน ท่ามกลางการเตรียมหาทางทางลงในอนาคตสำหรับมาตรการกระตุ้นทางการเงินที่ใช้มาเป็นเวลานาน

แม้จะยังไม่ถือเป็นขาขึ้นอย่างสอดประสานพร้อมกันเหมือนในอดีต แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการส่งสัญญาณว่ายุคของดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กำลังจะปิดฉากลงแล้ว ไม่วันนี้ก็ในเร็วๆ นี้ n

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี