
Solar Disruption
เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเสวนาที่จัดโดยทีดีอาร์ไอ ในหัวข้อ สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: เราจะอยู่กับ Disruptive Technology ต้องขอขอบคุณ ทีดีอาร์ไอไว้ ณ ที่นี้ จากการไปเสวนาในงานนี้ดิฉันก็ได้รับทราบถึงข้อมูลและมุมมองจากหน่วยงานต่างๆเกี่ยวกับทิศทางของพลังงานโซลาร์ในประเทศไทยในอนาคต บทความวันนี้จึงอยากจะมาแลกเปลี่ยนมุมมองที่ได้จากงานเสวนากับคุณผู้อ่าน
เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเสวนาที่จัดโดยทีดีอาร์ไอ ในหัวข้อ สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: เราจะอยู่กับ Disruptive Technology ต้องขอขอบคุณ ทีดีอาร์ไอไว้ ณ ที่นี้ จากการไปเสวนาในงานนี้ดิฉันก็ได้รับทราบถึงข้อมูลและมุมมองจากหน่วยงานต่างๆเกี่ยวกับทิศทางของพลังงานโซลาร์ในประเทศไทยในอนาคต บทความวันนี้จึงอยากจะมาแลกเปลี่ยนมุมมองที่ได้จากงานเสวนากับคุณผู้อ่าน
ก่อนหน้านี้คุณผู้อ่านคงจะทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ทาง กฟผ.อาจจะเก็บค่าไฟเพิ่มจากการคนที่ติดโซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากว่าการติดโซลาร์รูฟท็อปด้านหนึ่งไปลดรายได้ของ กฟผ.ที่ได้จากการเก็บค่าไฟจากลูกค้าที่ใช้ไฟที่ส่งมาตามสายส่ง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง กฟผ.ก็ยังคงต้องรักษากำลังการสำรองไฟฟ้าในช่วง Peak Hour และยังคงต้องจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ที่ใช้โซลาร์รูฟท็อปในเวลากลางคืน นั่นส่งผลให้กฟผ.มีต้นทุนที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในงานเสวนาทาง กฟผ.ก็ชี้แจงว่าเรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวความคิดเท่านั้น และกรอบความคิดนี้ก็จำกัดแค่การเก็บเพิ่มกับลูกค้าที่เป็นภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น
ประเด็นของ กฟผ.เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เป็นธรรมดาที่ในมุมธุรกิจ กฟผ.ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนเครือข่ายสายส่งทั่วประเทศ อีกทั้งกำลังการผลิตที่ต้องเพียงพอกับทุกช่วงเวลาที่การใช้ไฟไม่เท่ากัน ทำให้กฟผ.ต้องเผื่อการสำรองกำลังไฟในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง การที่คนหันมาใช้โซลาร์รูฟท็อป กันมากขึ้นก็ย่อมส่งผลให้รายได้ลดลงและต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นไปด้วย
หากมองในอีกมุมหนึ่ง การที่ กฟผ.มีแนวคิดที่จะขึ้นค่าไฟกับผู้ใช้ โซลาร์รูฟท็อปก็จะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้คนหันมาติดโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้นไปอีก เพราะคนจะเห็นประโยชน์ในแง่ของการประหยัดไฟที่ชัดเจนเมื่อเทียบต้นทุนค่าไฟจาก กฟผ.และโซลาร์รูฟท็อป ขณะนี้แม้ว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าด้วยโซลาร์ในครัวเรือนจะยังไม่กระทบโครงสร้างการใช้พลังงานและต้นทุนการผลิตไฟฟ้ามากนัก แต่ด้วยเทรนด์ของการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานโซลาร์ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ในอนาคตก็มีโอกาสที่การใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการใช้ไฟในภาพรวมและย้อนมากระทบถึงต้นทุนค่าไฟอย่างที่ กฟผ.กังวลจริงๆ ได้
เมื่อถึงจุดที่พลังงานโซลาร์เข้ามา Disrupt วงการไฟฟ้าบ้านเราอย่างจริงจัง ก็มีอีกเรื่องที่เราจะต้องขบคิดกันต่อคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติของทาง กฟผ. ซึ่งยังไม่มีความสามารถในการเข้าถึงพลังงานโซลาร์ได้ก็จะกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนไฟฟ้าที่สูงขึ้นไปโดยปริยาย ตรงนี้ก็จะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในแง่การเข้าถึงและต้นทุนค่าไฟที่ต่างกัน
ฉะนั้นแล้ว ดิฉันมองว่าเราควรมองอนาคตของ Solar Disruption อย่างรอบด้านและคำนึงถึงทุกฝ่าย แง่หนึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธแนวโน้มของโครงสร้างพลังงานที่โซลาร์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่อีกแง่หนึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าค่าไฟจากแหล่งปกติจากสายส่งก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย
สิ่งที่ดิฉันอยากเสนอคือ เราควรมองอนาคตในลักษณะ Co-Exist หรือการอยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟกลุ่มเดิม กลุ่มผู้ใช้โซลาร์ และทางผู้ผลิตไฟฟ้า ทำอย่างไรที่เราจะทำให้อนาคตของ Solar Disruption นั้น เป็นอนาคตที่ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน การยอมรับความจริงและหาทางออกที่รักษาผลประโยชน์และจำกัดผลกระทบของทุกฝ่ายจึงเป็นโจทย์สำคัญที่เราต้องรับมือปรากฏการณ์ Solar Disruption ในอนาคต







