
เส้นทางสายไหมขั้วโลก
อภิมหาโครงการแห่งยุคเห็นจะไม่มีอะไรเกิน เส้นทางสายไหมยุคใหม่หรือ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ที่ผลักดันโดย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน
อภิมหาโครงการแห่งยุคเห็นจะไม่มีอะไรเกิน เส้นทางสายไหมยุคใหม่หรือ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ที่ผลักดันโดย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน
โครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่จะใช้เงินลงทุน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เกี่ยวข้องกับ 60 ประเทศ ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาตะวันออกและเหนือ ส่งผลต่อ 65% ของประชากรโลก มีผลกระทบต่อ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก และ 1 ใน 4 ของการค้าโลก
แกนกลางของเส้นทางสายไหม จะประกอบด้วยเส้นทางทางบก 6 เส้นทาง และเส้นทางทะเล 1 เส้นทาง
และเส้นทางสายไหมยุคใหม่กำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆ โดยล่าสุดได้เกิดเส้นทางใหม่เป็นเส้นทางทะเล เรียกว่า เส้นทางสายไหมอาร์กติก หรือ Ice Silk Road
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ไปจับมือกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ในการริเริ่มเส้นทางสายน้ำแข็ง
เป้าหมายก็คือเส้นทางเดินเรือสายไหมจากจีนแล่นขึ้นไปยังมหาสมุทรอาร์กติก ใกล้ขั้วโลกเหนือ เชื่อมยุโรปผ่านรัสเซีย
ปฏิบัติการนี้จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างจีน-ยุโรป สั้นลง จากเดิมที่สินค้าจีนต้องแล่นลงใต้ ผ่านช่องแคบมะละกา และไปเข้าคลองสุเอซ เพื่อไปยังยุโรป
สิ่งที่จะตามมาก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับจีน รัสเซีย และประเทศต่างๆ ในแถบเส้นทางสายน้ำแข็ง
ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ทั้งก๊าซ น้ำมัน ของรัสเซีย จะสามารถส่งออกไปจีน รวมถึงยุโรปได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าของจีนก็จะเข้าสู่รัสเซีย ยุโรป และประเทศอื่นๆ
ก่อนหน้านี้ รัสเซียพยายามผลักดันกลุ่มการค้าสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union) ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อาร์มีเนีย และรัสเซีย ที่ล้วนแต่เชื่อมโยงกับมหาสมุทรอาร์กติกในแถบขั้วโลก
สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจะเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 180 ล้านคน และขนาดเศรษฐกิจรวมกันถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากเส้นทางสายไหมอาร์กติกเกิดขึ้นจริง จะทำให้สหภาพเศรษฐกิจ ยูเรเซียมีความเข้มแข็ง โดยจีนก็สนใจที่จะเข้าร่วมกลุ่มการค้านี้
และแน่นอนไม่ใช่เฉพาะแค่ดุลด้านความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจะไหลบ่า ไปยังจีนและรัสเซียเท่านั้น แต่ดุลด้านการเมืองโลกทั้งสองมหาอำนาจะมีพลังมากยิ่งขึ้น
เส้นทางเดินเรืออาร์กติกในปัจจุบัน ท่าเรือที่มีอยู่ยังคงเป็นท่าเรือขนาดเล็ก ใช้สำหรับประมงเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงท่าเรือบางแห่งที่ทำการขนส่งสินค้าได้บ้าง
แต่ตามแผนในอีก 8 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 เส้นทางสายไหมสายน้ำแข็งจะเป็นจริงเป็นจังด้วยแรงผลักดันของสองมหาอำนาจ ที่จะทำให้เกิดการลงทุน การพัฒนาการขนส่งสินค้า
ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ยุคต่อไปคือยุคทองของเอเชียโดยมีพญามังกรเป็นหัวขบวนขยายขอบเขตไปแทบทุกมุมโลก
ก็ขนาดขั้วโลกเหนือยังบุกไปได้ ที่เหลือไม่ต้องพูดถึง n







