
จุดเริ่มต้น-สิ้นสุดคิวอี
คมศร2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งของโลก ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น โดย มาริโอ ดรักฮิ ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ได้ออกมากล่าวว่า นโยบายการเงินอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้นในปีนี้
คมศร
2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งของโลก ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น โดย มาริโอ ดรักฮิ ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ได้ออกมากล่าวว่า นโยบายการเงินอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้นในปีนี้
เจเน็ต เยลเลน ก็ได้ออกมาย้ำหลายครั้งว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดจะเริ่มดำเนินการลดขนาดงบดุลภายในปีนี้ และยังได้กล่าวเตือนถึงตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากจนมูลค่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับในอดีต การส่งสัญญาณของธนาคารกลางในช่วงที่ ผ่านมา อาจนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกใช้เพื่อประคับประคองการฟื้นตั วของเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอมาโดยตลอดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551
ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะได้เห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง ของนโยบายการเงินจากธนาคารกลางในประเทศหลักทั่วโลก โดยเริ่ม จากเฟด ซึ่งเราคาดว่าจะเริ่มดำเนินการลดขนาดงบดุลในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นกระบวนการตรงข้ามกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เฟด "พิมพ์" เงินดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพื่อซื้อสินทรัพย์เช่น พันธบัตรรัฐบาลจากตลาด ซึ่งส่งผลให้งบดุลของเฟดมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 5 เท่าจาก 0.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 มาเป็น 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน โดยในการลดขนาดงบดุล เฟดจะทยอยรับเงินคืนจากสินทรัพย์ที่ครบอายุ ซึ่งทำให้เงินที่เฟด "พิมพ์" ออกไปในช่วงที่ทำคิวอีไหลออกจากระบบและกลับคืนมาสู่เฟดอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดเริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไป
อีซีบีก็น่าจะเริ่มทยอยลดการกระตุ้นเศรษฐกิจลง โดยเราคาดว่าอีซีบีจะประกาศลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ผ่านมาตรการคิวอีลงจาก ปัจจุบันที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ลงเป็น 4 หมื่นล้านยูโร/เดือน ซึ่งน่าจะประกาศในเดือน ก.ย.นี้ และให้เริ่มมีผลตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป
การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งเฟดและอีซีบี คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินดังนี้
1.ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในสหรัฐและยุโรป จะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกดดันให้ภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น
2.ค่าเงินดอลลาร์และยูโร จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกันเงินสกุลอื่นๆ ตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
3.มูลค่าของตลาดหุ้นอาจเริ่มถูกกดดัน โดยอัตราผลตอบแทน พันธบัตรที่เพิ่มขึ้น นับเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำเงินทุนไป ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และทำให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจลดลงโดยเปรียบเทียบ
4.ตลาดหุ้นเกิดใหม่อาจมีความเสี่ยงเงินทุนไหลออก โดยทุกครั้งที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินในตลาดพัฒนาแล้วปรับตัวขึ้นแรง ก็มักส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลออกจากการลงทุนในทั้งตราสารหนี้ และหุ้นในตลาดเกิดใหม่
แนะนำให้นักลงทุน ลงทุนด้วยความระมัดระวังในช่วงครึ่งหลังของปี โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งจะถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรและถือเงินสดบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน สำหรับน้ำหนักการลงทุน เรายังแนะนำให้เน้นลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งจะได้รับผลบวกจากค่าเงินเยนที่มี แนวโน้มกลับมาอ่อนค่า และแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ซึ่งอาจประสบปัญหาเงินทุนไหลออกในช่วงครึ่งหลังของปี







