
สถาบันปั้นผู้นำนวัตกรรม สร้างธุรกิจยุค 4.0
จากข้อมูลของ Brand Finance 2015 ระบุว่ามูลค่าของกิจการทั่วโลกนั้น กว่าครึ่งหนึ่งวัดได้จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้และตราสินค้าถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ตราสินค้าในที่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อ แต่เป็นภาพแทนตัวขององค์กรทั้งองค์กรที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนมองเห็น มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงว่านวัตกรรมมีผลต่อคุณค่าตราสินค้า (Brand equity) ความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมไม่ว่าจะส่งผลต่อตัวสินค้าหรือการบริการ จะส่งเสริมให้คุณค่าตราสินค้าแข็งแกร่งขึ้น นำไปสู่คุณค่าที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า มูลค่ากิจการ และผลกำไรที่สูงขึ้นด้วย
จากข้อมูลของ Brand Finance 2015 ระบุว่ามูลค่าของกิจการทั่วโลกนั้น กว่าครึ่งหนึ่งวัดได้จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้และตราสินค้าถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ตราสินค้าในที่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อ แต่เป็นภาพแทนตัวขององค์กรทั้งองค์กรที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนมองเห็น มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงว่านวัตกรรมมีผลต่อคุณค่าตราสินค้า (Brand equity) ความสำเร็จจากการใช้นวัตกรรมไม่ว่าจะส่งผลต่อตัวสินค้าหรือการบริการ จะส่งเสริมให้คุณค่าตราสินค้าแข็งแกร่งขึ้น นำไปสู่คุณค่าที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า มูลค่ากิจการ และผลกำไรที่สูงขึ้นด้วย
มหาวิทยาลัยสยามจึงร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันกลยุทธ์และศักยภาพเชิงการแข่งขัน มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง "ฮาร์วาร์ด" (Harvard University) จัดตั้ง "สถาบันพัฒนาศักยภาพการแข่งขันประเทศไทย (Thailand Competitiveness Institute : TCI)" เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนด้านกลยุทธ์และวิทยาการแข่งขันและการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย
จอมพงศ์ มงคลวนิช ประธานสถาบัน TCI กล่าวว่า จากสถานการณ์การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรง รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ที่เข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโลก จึงเป็นความจำเป็นที่ประเทศไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องพัฒนานวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าในการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ตลอดจนบุคลากรของประเทศ
"หลักสูตรผู้นำนวัตกรรม ต้องการพัฒนาผู้นำในองค์กรธุรกิจ เน้นใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาองค์กร รับมือการแข่งขันผู้เล่นรายใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เพื่อเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ซึ่งเราต้องพัฒนาและก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง" จอมพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาด้านนวัตกรรม เพื่อก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งปัจจุบันนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือจีดีพี ไม่ได้บ่งบอกถึงความกินดีอยู่ดีของประชากร เพราะแม้ว่าจีดีพีจะขยายตัว แต่ภายในสังคมมีความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม หากทั้ง 3 ปัจจัยพัฒนาขึ้นได้ ประชาชนในประเทศจะมีศักยภาพในการซื้อ และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืนได้
ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาประเทศไทย ย้อนหลังไป 15 ปีก่อนหน้านี้ มีอัตราการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ 7-8% แต่ปัจจุบันขยายตัวไม่ถึง 5% ถือว่าเติบโตน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เวียดนาม กัมพูชา เพราะฉะนั้นอีกไม่เกิน 10 ปี ไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกได้ หากไม่ลุกขึ้นมาพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรตั้งแต่วันนี้
จอมพงศ์ กล่าวว่า การพัฒนาผู้นำในองค์กรธุรกิจ ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันนี้ผู้นำในองค์กรมีหลายรุ่น ตั้งแต่ยุคเบบี้บูม ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำองค์กรในปัจจุบัน ยังมีเจเนอเรชั่น วาย แซด สองกลุ่มหลักเกิดในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม เพื่อรับมือกับการแข่งขันในยุคปัจจุบันที่มีทั้งธุรกิจเกิดใหม่ หรือสตาร์ทอัพจำนวนมากมาย
สำหรับหลักการสำคัญของการเรียนในหลักสูตรผู้นำนวัตกรรมมีอยู่ 4 มิติ ได้แก่ Change (การเปลี่ยนแปลง) : ผู้นำที่พร้อมรับและปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ในการเปลี่ยนแปลงของโลก Innovation (นวัตกรรมสร้างสรรค์) : ผู้นำนวัตกรรมที่สร้างสรรค์และร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดสิ่งใหม่ เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพเชิงการแข่งขันในระดับโลก Freedom (อิสรภาพจากพันธนาการ) : ผู้นำที่เปิดโอกาสในการให้อิสระกับตัวตนและความคิด ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมสร้างเครือข่ายที่จะนำองค์กรก้าวสู่โอกาสในระดับโลก และ Idealism/Vision (วิสัยทัศน์ เป้าหมายอุดมคติ) : ผู้นำทางความคิดที่มีวิสัยทัศน์ มีมุมมองใหม่ และมุ่งมั่นสร้างสรรค์องค์กรสู่ความสำเร็จในระดับโลก
นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาศักยภาพการแข่งขันประเทศไทย ยังได้ร่วมจัดตั้งเครือข่ายการพัฒนา สังคมประเทศไทย (Social Progress Thailand) เพื่อจัดทำ Social Progress Index โดยมีตัวบ่งชี้ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงความรู้ เพื่อทำการศึกษาความก้าวหน้าด้านสังคมรายจังหวัด คาดว่าจะนำเสนอข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าทางสังคมไทยได้ในช่วงปลายปี 2560 นี้
ทั้งนี้ สถาบันพัฒนาศักยภาพการแข่งขันประเทศไทย มี ดร.วิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานกิตติคุณ โดยมีวิทยากรทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมสร้างสรรค์และเติมเต็มประสบการณ์ อาทิ ศาสตราจารย์จอห์น เดวิส จากดุค ยูนิเวอร์ซิตี้ ศาสตราจารย์เคย์ชอน มหาวิทยาลัยฮ่องกง ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น ส่วนผู้ร่วมหลักสูตร อาทิ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล วิสิฐ ตันติสุนทร แคทลีน มาลีนนท์ อุษณีย์ มหากิจศิริ การดี เลียวไพโรจน์ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล และภัทร จึงกานต์กุล เป็นต้น
สำหรับผู้นำที่มาจากหลากหลายธุรกิจและองค์กรเหล่านี้ จะมีการ ต่อยอด "สร้างเครือข่าย" วางรากฐานสร้างความเข้มแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและองค์กรธุรกิจสู่การแข่งขันระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ n







