
สกัดหนี้คนรุ่นใหม่ เพื่อเศรษฐกิจยั่งยืน
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ระดับหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนมีสัดส่วนต่อจีดีพีในระดับใกล้ 80% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รองจากอันดับ 1 คือ ออสเตรเลีย อยู่ที่ 123% และอันดับ 2 คือเกาหลีใต้ที่ 91.6% ถือเป็นสัดส่วนที่สูงในระดับต้นๆ ของโลก ได้สร้างความกังวลใจให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างมาก
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ระดับหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนมีสัดส่วนต่อจีดีพีในระดับใกล้ 80% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รองจากอันดับ 1 คือ ออสเตรเลีย อยู่ที่ 123% และอันดับ 2 คือเกาหลีใต้ที่ 91.6% ถือเป็นสัดส่วนที่สูงในระดับต้นๆ ของโลก ได้สร้างความกังวลใจให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างมาก
อีกทั้งมีสถิติมาตอกย้ำว่าคนรุ่นใหม่ มีสัดส่วนการก่อหนี้ที่รวดเร็วขึ้นและยังพบว่าคนในวัยเกษียณก็แบกรับภาระหนี้สูงอยู่ ซึ่งหากยังคงไม่ดำเนินการควบคุมหรือจัดการอะไรในที่สุดประเทศไทยก็เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้วิเคราะห์ว่า คนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเข้าถึงหนี้ได้ตั้งแต่อายุ 19 ปี และพบว่า 1 ใน 2 หรือ 50% ของคนในวัยที่เริ่มทำงาน ที่น่าเป็นห่วงคือเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะหนี้ส่วนบุคคล
สิ่งที่จะตามมาเมื่อคนอายุน้อยในวัยเริ่มทำงานเป็นหนี้เสียแล้ว ก็มักจะเข้าถึงสินเชื่อประเภทอื่นในอนาคตได้ลำบาก ต่อไปจะกู้สินเชื่ออื่นๆ เช่น บ้าน รถยนต์ กู้ทำธุรกิจ ฯลฯ ก็จะยากขึ้น เพราะเครดิตเสียไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ธปท.ต้องกลับมาทบทวนกฎเกณฑ์การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องใหม่ โดยเฉพาะการคุมสินเชื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ ในส่วนของสินเชื่อไร้หลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต
การที่หนี้ครัวเรือนสูงเป็นข้อเสียที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดูแลอย่างเร่งด่วน เพราะเห็นว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแอ จึงได้สั่งการให้จัดระเบียบหนี้นอกระบบ โดยเปิดให้เจ้าหนี้ไปขึ้นทะเบียนประกอบ ธุรกิจให้กู้รายย่อยประเภทพิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์ และขอให้ ธปท.ดูแลเรื่องการก่อหนี้ส่วนบุคคลของคนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ธปท. ได้รายงานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าได้วางกรอบการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตสำหรับลูกค้ารายใหม่ โดยใช้วิธีกำหนดตามเพดานเงินเดือนก่อหนี้ตามรายได้ หากมีรายได้สูง ก็ก่อหนี้ได้มากกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย โดยผู้ที่มีรายได้ 1.5-3 หมื่นบาท จะกู้ได้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่า ถ้ารายได้อยู่ระหว่าง 3-5 หมื่นบาท กู้ได้ไม่เกิน 3 เท่า ส่วนที่มีรายได้ เกิน 5 หมื่นบาทขึ้นไป จะได้รับ วงเงินประมาณ 5 เท่า
หากวิเคราะห์ลงไปว่ามาตรการควบคุมสินเชื่อไร้หลักประกันของ ธปท.นี้ ใครได้ประโยชน์เสียประโยชน์อย่างไรนั้น ในมุมของของผู้ประกอบการให้สินเชื่อส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) หนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบยอดการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้สำคัญเพราะคิดดอกเบี้ยสูงถึง 20-28%
อีกทั้งมาตรการนี้มีการควบคุมวงเงินการให้สินเชื่อ รวมถึงรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งอาจจะทำให้ธนาคารไม่สามารถให้วงเงินเพิ่มลูกค้ารายเก่าได้ ขณะที่การอนุมัติรายใหม่ก็ต้องมาดูเรื่องเกณฑ์รายได้ ซึ่งจะทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อบุคคลก็ชะลอตัว สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่ามาตรการดูแลการปล่อยกู้ของทาง ธปท. ในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจากการประเมินเบื้องต้นน่าจะกระทบต่อรายได้รวมของระบบธนาคารในปีนี้ประมาณ 0.3% ของรายได้รวมทั้งระบบ ซึ่งผลกระทบน่าจะชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ดอกเบี้ย บวกกับการเติบโตของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเองก็ลดลงด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติคุมสินเชื่อบุคคล-บัตรเครดิตของลูกค้าเจเนอเรชั่นวาย 14 ล้านคน หวังลดหนี้ภาคครัวเรือน โดยกำหนดให้วงเงินแค่ 3 เท่าของรายได้ มีบัตรเครดิตได้ไม่เกิน 3 ใบนั้น จริงๆ แล้วปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ก็มีการปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 5 เท่าของรายได้อยู่แล้ว และเมื่อสำรวจดูว่าเฉลี่ยแต่ละคนจะมีบัตรแค่ 2.23 ใบ
ต้องยอมรับว่าสำหรับแนวทาง ดังกล่าว สะท้อนความตั้งใจของ ธปท. ในการดูแลการก่อหนี้ของประชากร เจเนอเรชั่นวาย ซึ่งเป็นกลุ่มประชากร ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ อันจะช่วยตีกรอบการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในระยะข้างหน้า โดยปัจจุบัน เจนวาย มีจำนวนประมาณ 14 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% ของประชากรไทยทั้งหมด และสำหรับการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยในแต่ละปี ส่วนหนึ่งต้องอาศัยประชากรกลุ่มนี้ที่อยู่ระหว่างใกล้หรือจบการศึกษาแล้ว และเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อเป็นฐานลูกค้าใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สินเชื่อซึ่งหากนับเฉพาะนักศึกษาที่จบขั้นอุดมศึกษา จะมีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 4 แสนคน/ปี ดังนั้นการดูแลให้การก่อหนี้ใหม่ของประชากรเจนวาย ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริง จึงเป็นแนวทางที่น่าจะช่วยลดการ "เพิ่มขึ้น" ของหนี้ครัวเรือนจากคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่นายแบงก์ก็แสดงความเป็นห่วงว่า ถ้ากีดกันการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของผู้บริโภค แล้ว อาจจะเกิดปัญหาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นก็ได้
ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ได้แสดงความกังวลว่า การที่ควบคุมวงเงินสินเชื่อ ต่อรายนั้น อาจส่งผลให้คนที่เข้า ไม่ถึงสินเชื่อและไหลไปสู่หนี้นอกระบบได้ ซึ่งควบคุมยาก เพราะหากคนคนนั้นมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ แต่วงเงินที่ได้รับในระบบไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย ก็ต้องทำทุกทางเพื่อ ที่จะได้เงินมารวมถึงการกู้เงินนอกระบบด้วย
ประธานสมาคมธนาคารไทยได้เสนอแนะว่า ธปท.จะสร้างวินัยการเงินอย่างได้ผล เพราะอย่างน้อยก็ควบคุมวงเงินการก่อหนี้ได้ในระดับหนึ่ง เช่น นักศึกษาที่เพิ่งทำงาน หากได้ 5 เท่าของรายได้อาจเป็นการกระตุ้นให้ใช้จ่าย ดังนั้น วงเงินที่ให้ควรลดลงให้เหมาะสม เช่น เหลือ 3 เท่า ส่วนมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารไม่เปลี่ยนแปลง "ภาคธุรกิจธนาคารจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยไม่ควรมองแต่ผลลบ เพราะด้านดีก็มี จากการที่คนไม่ใช้จ่ายเกินตัว ทำให้โอกาสการเกิดหนี้เสียน้อยลงไป ธนาคารก็ไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่มเติม" ปรีดี กล่าว
ในมุมมองของผู้บริโภคหรือลูกหนี้ การออกมาตรการนี้ น่าจะส่งผลดีกับตัวผู้บริโภค เพราะจะต้องตั้งสติ ควบคุมการใช้จ่ายตัวเอง และรู้จักที่จะออมเงินก่อนใช้ ไม่ใช่อยากได้อะไรก็ "รูดปรื๊ด" จนขาดสติ ดึงเงินในอนาคตมาใช้ ในที่สุดก็จะหนีไม่พ้นปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ขาดโอกาสการเข้าถึง สินเชื่อที่จำเป็น เช่น สินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัย อีกทั้งจะมีผลต่อหน้าที่การงาน ขาดประสิทธิภาพการทำงานเพราะมีแต่ความกังวลปัญหา "หนี้" ยิ่งหากถูกฟ้องร้องบางคนก็ถึงกับเสียอนาคต ในที่สุดก็ลามเป็นปัญหาครอบครัว และปัญหาสังคมได้
อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้เพราะเป็นการควบคุม ไม่ให้มีการก่อหนี้เกินตัวซึ่งเป็นผลดีกับลูกค้าในระยะยาว แต่นอกจากมาตรการการควบคุมแล้วควรจะมีมาตรการในการให้ความรู้เรื่องการเงินควบคู่ไปด้วย ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน อาจต้องอาศัยการดูแลเชิงนโยบายจากทุกภาคส่วนในทิศทางที่สอดคล้องกัน โดยนอกเหนือจากสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตที่ปล่อยกู้โดยธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท.ที่มีสัดส่วนประมาณ 6.1% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดแล้ว
ในขณะที่ยังมีสินเชื่อเพื่อการบริโภค (ในกลุ่มที่ไม่ใช่สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือรถยนต์) ที่ปล่อยกู้โดยสถาบันอื่นๆ ด้วย เช่น หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งการดูแลในเชิงนโยบายจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในทิศทางที่สอดคล้องกัน ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างวินัยทางการเงินตั้งแต่ในระดับเยาวชน และปลูกฝังค่านิยมในการบริโภคที่ถูกต้อง น่าจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับประเทศนี้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง n







