
นวัตกรรมอนาคต เพื่อที่อยู่อาศัยยุค 4.0
อรวรรณ จารุวัฒนะถาวรปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเราๆ ท่านๆ มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งนี้การนำ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) หรือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาเชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสาร อาคาร บ้านเรือน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ฯลฯ และเป็นที่มาทำให้เกิดคำว่า สมาร์ท ขึ้นไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทกริด, สมาร์ทโฮม, สมาร์ทดีไวซ์์ เหล่านี้เป็นต้น
อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเราๆ ท่านๆ มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งนี้การนำ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) หรือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาเชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสาร อาคาร บ้านเรือน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ฯลฯ และเป็นที่มาทำให้เกิดคำว่า สมาร์ท ขึ้นไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทกริด, สมาร์ทโฮม, สมาร์ทดีไวซ์์ เหล่านี้เป็นต้น
สำหรับสมาร์ทโฮม หรือบ้านอัจฉริยะ ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการนำระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาใช้ภายในบ้าน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความสะดวกสบาย รู้สึกปลอดภัย หรือช่วยประหยัดพลังงานได้เพียงเท่านั้น แต่ทว่ามีสำคัญมากกว่านั้น คือเป็นการรวมโครงข่ายการสื่อสาร (Communication network) ของที่อยู่อาศัยรวมเข้าด้วยกัน เพื่อเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า การบริการ การตรวจตราดูแล รวมทั้งสามารถเข้าถึงการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้ไม่ว่าจะอยู่ภายในที่อยู่อาศัยหรือภายนอกก็ได้
ทั้งนี้ หัวใจหลักของสมาร์ทโฮมก็คือ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยภายในบ้านใน 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่ 1.เพื่อความสะดวกสบาย 2.เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.เพื่อประหยัดพลังงาน และ 4.เพื่อดูแลสุขภาพของผู้อาศัยภายในบ้าน
โจเซฟ ฮง กรรมการผู้จัดการของบ๊อช ประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลได้ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจของบ๊อชจากการเป็นผู้ผลิตชั้นนำของโลกด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นส์ไอโอที
ทั้งนี้ ตัวแปรที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านคือ การเปลี่ยนแปลงในโลกของเทคโนโลยีการขับเคลื่อน และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของไอโอที ซึ่งบ๊อชได้ให้ความสำคัญ และได้มีการลงทุนราว 1.17 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดยคาดว่าภายในปี 2563 ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ของบ๊อชทั้งหมดจะเน้นด้านการเชื่อมต่อเป็นหลัก
ผลิตภัณฑ์เอไอจะเข้ามาเสริมในทุกกลุ่มธุรกิจของ บ๊อช โดยกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร เป็น 1 ใน 4 ธุรกิจที่บ๊อชจะผลักดันในเรื่องดังกล่าว พร้อมนำเสนอนวัตกรรมแห่งโซลูชั่นส์เพื่อบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ที่สามารถเชื่อมต่อถึงกัน ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ ซอฟต์แวร์ และการให้บริการ รวมถึงไอโอทีคลาวด์ของบ๊อชเอง เราจึงสามารถให้บริการโซลูชั่นส์ที่เชื่อมต่อแบบข้ามโดเมนได้เบ็ดเสร็จจากแหล่งเดียว
ที่ผ่านมาบ๊อชได้เปิดตัว คูริ หุ่นยนต์จิ๋วประจำบ้าน ที่มีบุคลิกน่ารักสดใสและพร้อมรับใช้เจ้าของบ้าน มีความสามารถคล้ายกับหุ่นยนต์สังคมอื่นๆ กล้อง เอชดี ในตัวช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบบ้านหรือสัตว์เลี้ยงของคุณในขณะที่คุณไม่อยู่ ไมโครโฟนสี่ตัว ลำโพงคู่ และ ไว-ไฟ และการเชื่อมต่อบลูทูธ ช่วยให้ คูริสามารถเล่นเพลงหรือพอดคาสต์และอ่านเรื่องราวได้ ความสามารถ IFTTT เพื่อเชื่อมต่อการทำงานกับบ้านอัจฉริยะ ทั้งนี้ คูริ จะฉลาดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปกับการอัพเดทซอฟต์แวร์เป็นประจำ มีแอพสำหรับ ไอโอเอส และ แอนดรอยด์
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาหุ่นยนต์ Mykie ผู้ช่วยในห้องครัวอัจฉริยะแห่งอนาคต ผู้ช่วยในห้องครัวที่ทำตามคำสั่งด้วยเสียง แสดงวิดีโอสูตรทำอาหารต่างๆ บนผนังห้องครัว เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้ผลิตภัณฑ์เอไอจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น นอกเหนือจากนวัตกรรมที่ใช้ภายในบ้าน ดังนั้นเทรนด์การอยู่อาศัยจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีไอโอทีมีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะหากระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ ก็อาจทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาขโมยข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของเราได้ ดังนั้นการพัฒนาไอโอทีจึงจำเป็นต้องพัฒนามาตรการและระบบรักษาความปลอดภัยไอทีควบคู่กันไปด้วย







