
เงินบาทแข็งค่า ส่งออกไทยยังไหว
พรสวรรค์ นันทะสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนค่าเงินบาทไทยจะอยู่ในทิศทางแข็งค่าในลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย จนหลายฝ่ายกังวลว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในทิศทางเช่นนี้จะกระทบการเติบโตของภาคการส่งออกไทยที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้หรือไม่
พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนค่าเงินบาทไทยจะอยู่ในทิศทางแข็งค่าในลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย จนหลายฝ่ายกังวลว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในทิศทางเช่นนี้จะกระทบการเติบโตของภาคการส่งออกไทยที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้หรือไม่
ในประเด็นนี้ วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา "เงินบาทแข็งค่า...ธุรกิจจะต้านทานได้ แค่ไหน" ซึ่งธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. (เอ็กซิมแบงก์) จัดขึ้นว่า ค่าเงินบาท ที่รับแข็งค่าขึ้นคงมีผลกระทบต่อภาค ส่งออกบ้าง เพราะมีผลต่อสภาพคล่องเงินบาทซึ่งเป็นรายรับของผู้ประกอบการ แต่ถ้าพูดกันตรงๆ ค่าเงินบาทไม่มีผลเท่ากับกำลังซื้อของประเทศผู้ซื้อ
สะท้อนได้จากปี 2551-2552 หรือปี 2556 ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ประมาณ 31-32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ที่ 28 บาทกว่าๆ แต่มูลค่าการส่งออกยังเติบโตสูง ซึ่งอีกด้านหนึ่งมันสะท้อนเช่นกันว่าผู้ประกอบการส่งออกของไทยเรามีศักยภาพที่ดีขึ้นในการแข่งขัน สามารถปรับตัวได้มากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่อาจปรับตัวได้ช้า อย่างการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ก่อนหน้านี้ที่ตลาดมีความต้องการสินค้าเทคโนโลยีสูงขึ้นแต่เราไปไม่ทันก็ทำให้เสียโอกาสในการส่งออก เป็นต้น
วชิรา กล่าวว่า ถ้าดูการเติบโต ของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ยังโตได้ที่ 3.5% ปรับดีขึ้นจากปีก่อนหน้าที่โต 3.2% โดยการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนปรับสูงขึ้น การลงทุนภาครัฐมีมากขึ้นและกระตุ้นความเชื่อมั่นได้ดีขึ้น ด้านการท่องเที่ยวก็ฟื้นชัดเจน คาดมี นักท่องเที่ยวมากกว่า 30 ล้านคน และการส่งออกที่เป็นเครื่องมือสำคัญของชีพจรเศรษฐกิจไทยก็ดีขึ้นตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ทำให้มูลค่าการส่งออก ปีนี้เป็นบวกชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ติดลบจากพิษเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งออกเราเริ่มปรับดีมาในปี 2554 จากทั้งราคาและปริมาณ จนถึงปัจจุบันถือว่าการเทรดสบายใจได้ระดับหนึ่ง
"ส่งออกปีนี้น่าโต 4.1% เพราะเศรษฐกิจโลกโตดีขึ้น จากจีดีพีโลก ปีที่แล้ว 3.1% ในปีนี้น่าเพิ่มเป็น 3.5% ทำให้การส่งออกยังขยายตัวได้ และถ้าดูคำสั่งซื้อล่วงหน้าใน 1-2 เดือนข้างหน้า ก็ถือว่าปรับตัวดีขึ้น" วชิรา ระบุ
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ถึงส่งออกจะปรับดีขึ้นแต่ก็ยังมีความ ท้าทาย จาก 1) เศรษฐกิจโลกที่พอ ไปได้จะเป็นภาพนี้ต่อเนื่องหรือไม่ 2) นโยบายกีดกันทางการค้าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ มาตรฐานสินค้าด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องดูมากขึ้น ความต้องการสินค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็วของผู้บริโภค ทำให้อายุสินค้าสิ้นลง แถมเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
และ 3) ค่าเงินบาท ที่มีผลต่อ รายได้เงินบาท ที่ยังมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การดำเนินนโยบายของสหรัฐตามนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การเมืองในต่างประเทศ เช่น เบร็กซิต ยุโรป ไปถึงนโยบายเศรษฐกิจจีนที่กำลังปรับตัวปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ที่จะมีผลให้ค่าเงินบาทผันผวนได้ รวมไปถึงปัจจัยในประเทศเองที่ไทยมีการเกินดุลการค้าสูงจากการนำเข้าน้ำมันถูกลง ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 11% ของจีดีพี หนี้สาธารณะต่ำ 45% ของจีดีพี และทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ซึ่งมีผลต่อทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทเช่นกัน
ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนก็ยังมีความไม่แน่นอน เพราะอ่อนค่าและแข็งค่าได้ ดังนั้น ผู้ส่งออกจึงควรมุ่งทำการค้า อย่ามาหวังกำไรจากค่าเงิน ถ้าแน่ใจแล้วว่าได้ราคาขายสินค้าที่พอใจก็ควรทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจิ้ง) เอาไว้เลย ไม่ใช่มาทำเฮดจิ้งเอาตอนที่แนวโน้มค่าเงินแข็งที่อาจ ซ้ำเติมทิศทางค่าเงินไปอีก ปัจจุบันผู้ส่งออก ในภาพรวมทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ ยังเฮดจิ้งเพียง 40% ของจำนวนรายได้ ยิ่งเอสเอ็มอียังทำเฮดจิ้งเพียง 25% นอก จากนี้อาจจะใช้วิธีค้าขายด้วยการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการชำระก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ดอลลาร์ที่ผันผวน เป็นต้น
ด้าน ศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ค่าเงินบาทอาจดูแข็งค่าขึ้นบ้างก็จริง แต่ถ้าเทียบ กับอดีตเมื่อปี 2552 ถึงปีนี้ ค่าเงินบาทเคยแข็งค่าไปถึงระดับ 28.66 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งปัจจุบันแข็งค่ามาอยู่ที่ 34 บาท ยังถือว่าแข็งค่าน้อยกว่าในอดีต
และเมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยนไทยกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง 25 ประเทศ (NEER) เงินบาทก็แข็งค่าขึ้นตลอด ประมาณ 10% แต่การส่งออกยังเติบโตมาได้ตลอด ส่วนหนึ่งเพราะผู้ส่งออกมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นและกำลังซื้อในต่างประเทศดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและถ้าดูค่าเงินบาทเทียบสกุลเพื่อนบ้าน ถึงเงินบาทจะแข็งก็แข็งกว่าฟิลิปปินส์ และเวียดนามเท่านั้น นอกนั้นค่าเงินก็แข็งค่าขึ้นไม่ต่างจากไทย
ศักดิ์ชัย วิจัยธรรมฤทธิ์ กรรมการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า การ ที่ค่าเงินเปลี่ยนแปลงแข็งค่าขึ้นหรือ อ่อนค่าลงประมาณ 5% ไม่ได้มีผลต่อการค้าของเอสเอ็มอีมากนัก เพราะเราขายสินค้าล่วงหน้า สามารถกำหนดราคาขายได้ก่อน เพราะจากเอสเอ็มอี 2.7 ล้านรายในปัจจุบัน ส่งออกประมาณ 5 หมื่นราย และมีจำนวนนี้มีเพียง 3 หมื่นรายที่รู้และทำเฮดจิ้ง ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้อยากขอให้ภาครัฐช่วยให้ความรู้เรื่องทำประกันความเสี่ยงค่าเงินมากขึ้น ช่วยให้ข้อมูลเรื่องต่างประเทศว่าตลาดไหนต้องการสินค้าอะไรเพื่อช่วยส่งออก รายเล็กให้รู้จักตลาดมากขึ้นด้วย รวมทั้งควรมีเทคโนโลยีที่เป็นซอฟต์แวร์หรือศูนย์ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกรายเล็กรู้และกำหนดราคาที่เหมาะสมได้







