
ธนาคารนี่โคตรเอาเปรียบ (ตอนที่ 2)
กิติชัยบทความที่แล้วผมพูดถึงภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ที่มีช่องทางในการหาเงินทุนอื่นนอกเหนือจากการใช้บริการของธนาคาร รวมทั้งธุรกิจที่เป็นสตาร์ทอัพและ ANGEL INVESTOR หรือนักลงทุนที่มีศักยภาพมากพอ แล้วยังจะไปถึงเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค และอนาคตของห้างสรรพสินค้า
กิติชัย
บทความที่แล้วผมพูดถึงภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ที่มีช่องทางในการหาเงินทุนอื่นนอกเหนือจากการใช้บริการของธนาคาร รวมทั้งธุรกิจที่เป็นสตาร์ทอัพและ ANGEL INVESTOR หรือนักลงทุนที่มีศักยภาพมากพอ แล้วยังจะไปถึงเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค และอนาคตของห้างสรรพสินค้า
ผมเชื่อว่า ในอนาคตห้างสรรพสินค้าที่อยู่รอดได้จะกลายเป็น ศูนย์รวมของร้านอาหารและร้านขายเครื่องดื่มต่างๆ สถานคลินิกต่างๆ โดยเฉพาะคลินิกเสริมสวย รวมทั้งศูนย์ให้บริการทางด้านสุขภาพและความงาม ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส ศูนย์ลดความอ้วน สถาบันกวดวิชา ฯลฯ สินค้าแบรนด์เนมที่มีคุณภาพระดับสูงสุดและเมื่อธุรกิจขายเครื่องไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าอยู่ไม่ได้จนต้องถูกยุบไป
บริษัทที่ขายของออนไลน์ต่างๆ เช่น ลาซาด้า ที่เคยอาศัยเพาเวอร์ บาย หรือเพาเวอร์ มอลล์ หรือห้างต่างๆ เป็นโชว์รูมฟรีมาตั้งนาน คงต้องมาเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเอง เพื่อนำสินค้าบางประเภท ที่จำเป็นต้องสาธิตการใช้หรือทดลอง รวมทั้งสินค้าที่ลูกค้าอยากจะสัมผัสตัว สินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อมานำเสนอ โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ต้องส่งพนักงานมาประจำเพื่อให้บริการดังกล่าว แถมยังต้องเสียค่าเช่าช่วงพื้นที่กับลาซาด้าอีกด้วย
เจ้าของผลิตภัณฑ์ซึ่งแต่เดิมเคยมีค่าใช้จ่ายจากการส่งพนักงาน ไปประจำที่ห้างสรรพสินค้า และกำไรขั้นต้นที่ถูกทางห้างหักออกไปจากค่าขายสินค้า ค่าใช้จ่ายอันหลังก็จะเปลี่ยนเป็นค่าเช่าช่วงพื้นที่จาก ลาซาด้า เป็นต้น
นอกเรื่องมาเสียตั้งนาน กลับมาที่เรื่องการเอาเปรียบของธนาคารกันต่อนะครับ ธุรกิจธนาคารก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่แสวงหาผลกำไรให้ได้มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นธนาคารยังได้เปรียบที่เป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด เพราะว่ามีจำนวนใบอนุญาตที่จำกัด ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์
นี่ถ้าหากธนาคารแห่งประเทศไทย อนุญาตให้ธนาคารต่างชาติมาเปิดสาขาอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย (ซึ่งผมเชียร์เต็มที่เลย) เชื่อได้เลยว่าค่าบริการต่างๆ รวมทั้งส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ คงจะลดลงกว่าในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก เพราะว่าจะเกิดการแข่งขันจากผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งต้องการที่จะขยายฐานลูกค้า และแย่งชิงลูกค้าจากธนาคารในประเทศ
ด้านธนาคารในประเทศก็พยายามที่จะรักษาฐานลูกค้าของตน ก็คงจะต้องลงมาแข่งขันในด้านบริการต่างๆ มากขึ้น แล้วในที่สุดประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น หลังจากถูกมัดมือชก มานานแสนนาน
จริงๆ แล้วอุตสาหกรรมธนาคารไทยเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทย ก่อตั้งในปี 2449 มีอายุมายาวนานถึง 111 ปีแล้ว
แต่อุตสาหกรรมธนาคารไทยก็ยังทำตัวเป็นเฒ่าทารก ที่ต้องอาศัยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเกราะกำบังไม่ให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาขยายกิจการในประเทศไทยได้โดยง่าย ทำให้สามารถคิดค่าบริการในอัตราที่แพงเกินควร หรือค่าบริการที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการคิดส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ข้างต้นที่สูงเกินไป โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียด้วย
ผมขอยกตัวอย่างค่าบริการที่ไม่เหมาะสม ที่นอกเหนือจากค่านับเหรียญที่ผมพูดถึงในบทความที่แล้ว ให้ดูกันเพิ่มเติม
เช่น เวลาท่านไปขอสินเชื่อบ้านกับธนาคาร ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ท่านเตรียมตัวจะต้องเสียให้กับธนาคาร มีดังต่อไปนี้
1.ค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ อาจจะมาในรูปแบบค่าธรรมเนียมแรกเข้า หรือค่าธรรมเนียมยื่นกู้ อัตราสูงสุดที่ธนาคารคิดกันในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 0-1% ของวงเงินที่ขอกู้
แต่ละธนาคารกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่เท่ากัน บางธนาคารคิดเป็นตัวเลขคงที่ ตามสัดส่วนของวงเงินกู้ เช่น วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 1,500 บาท แต่ก็มีบางธนาคารที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมส่วนนี้
2.ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ และประเมินหลักประกัน อยู่ระหว่าง 0-0.5% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน โดยจะเริ่มต้นที่ 2,500 บาท ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับราคาประเมินหลักประกัน ค่าเดินทางเพิ่มเติมกรณี ต่างจังหวัด 1,500-6,000 บาท
3.เบี้ยประกันอัคคีภัย ส่วนใหญ่จะเป็นภาคบังคับแล้วจะกำหนด ให้ประกันอัคคีภัยกับบริษัทประกันภัยในเครือของธนาคาร หรือบริษัทประกันภัยที่ธนาคารกำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องทำประกันภัยผ่านธนาคารผู้ให้กู้
4.ค่าปรับที่จะต้องจ่ายให้กับธนาคารเดิม กรณีไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ที่ 3 ปี อย่างไรก็ตามก็ขึ้นกับนโยบายของแต่ละธนาคาร
5.เบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้ ซึ่งเป็นการทำประกันกับบริษัทประกันภัย เผื่อไว้ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อมีเหตุอันใดที่ทำให้ไม่สามารถจะชำระค่าผ่อนงวดกับธนาคารได้
ข้อนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทางเลือก โดยที่ถ้าผู้ขอสินเชื่อเลือกที่จะทำประกันประเภทนี้ ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำกว่าอัตราปกติ ก็เหมือนเป็นการบังคับกลายๆ นั่นเอง
นี่ยังไม่นับส่วนที่จ่ายให้กับกรมที่ดิน ซึ่งประกอบด้วย 1.ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% ของวงเงินที่ขอกู้ 2.ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน 3.ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ 4.ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามระเบียบของกรมที่ดิน
บทความหน้าผมจะมาแจกแจงความเอารัดเอาเปรียบของธนาคารที่มีต่อลูกค้ากันต่อครับ







