posttoday
ก๊าซในอ่าว เปรียบเหมือนข้าวในนา

ก๊าซในอ่าว เปรียบเหมือนข้าวในนา

10 กรกฎาคม 2560

พรายพล คุ้มทรัพย์ในด้านพลังงานของประเทศกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอ่าวไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

พรายพล คุ้มทรัพย์

ในด้านพลังงานของประเทศกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอ่าวไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา เราใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้เองเพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมัน ทำให้การพึ่งพาพลังงานนำเข้าลดจาก 90% เหลือปัจจุบันไม่ถึง 60% ประหยัดเงินตราต่างประเทศได้หลายแสนล้านบาท

แต่เราก็ยังผลิตก๊าซไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ จำเป็นต้องซื้อจากเมียนมาส่งผ่านท่อเข้ามา และซื้อในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied natural gas (LNG) ใส่เรือตู้เย็นจากกาตาร์

ในปีที่แล้วไทยใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณวันละ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) เราผลิตได้เองวันละ 3,900 ล้าน ลบ.ฟุต และต้องนำเข้าอีกวันละ 1,100 ล้าน ลบ.ฟุต หรือ 22% ของการใช้ทั้งหมด และช่วง 7 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มการนำเข้าก๊าซมากขึ้น โดยเฉพาะแอลเอ็นจีเพิ่ม 7% ของการใช้ทั้งหมด

เคยมีบุคคลกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นไว้ว่าไทยไม่จำเป็นต้องรีบนำเอาก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศขึ้นมาใช้ในตอนนี้ก็ได้ เพราะเราสามารถนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเข้ามาใช้ได้อย่างเพียงพอในราคาที่ไม่แพงนัก เก็บก๊าซที่เหลืออยู่ใต้ดินเอาไว้ให้ลูกหลานใช้ในอนาคตจะดีกว่า ผมอยากจะบอกว่าความคิดเห็นดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้องนัก

เพราะอะไรหรือ? เหตุผลแรก ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศมักมีต้นทุนและราคาขายที่ต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะก๊าซนำเข้ารวมค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง และมักจะขายในราคาที่อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบจึงช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าไม่สูง

เหตุผลที่สอง ในการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศนั้น ผู้ผลิตต้องจ่ายส่วนแบ่งให้ภาครัฐไทยเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เป็นค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และเงินตอบแทนส่วนอื่นๆ นอกจากนั้นการสำรวจและผลิตก๊าซในประเทศยังสร้างงานรายได้ให้คนไทย รวมทั้งสองส่วนเป็นเงินประมาณครึ่งหนึ่งของราคาก๊าซที่ผลิตในประเทศ ดังนั้นทุกๆ 100 บาทใช้ซื้อก๊าซในประเทศ จะมีเงินอย่างน้อย 50 บาทตกเป็นรายได้ให้รัฐบาลและคนในประเทศไทย

เหตุผลที่สาม ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีส่วนประกอบที่ใช้เป็นวัตถุดิบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจีได้ ขณะที่ก๊าซนำเข้าเป็นก๊าซแห้งไม่มีส่วนประกอบเหล่านี้

สรุปเราจึงควรเร่งรัดให้มีการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ ให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าก๊าซนำเข้าอย่างแอลเอ็นจีอาจจะราคาใกล้เคียงกับก๊าซในประเทศ แต่ก๊าซในประเทศมีผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม มีรายได้ตกอยู่กับคนในประเทศและการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

สำหรับการเก็บก๊าซไว้ใต้ดินให้กับลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตนั้น ฟังดูก็มีเหตุมีผลเพราะเท่าที่ผ่านมาก๊าซและน้ำมันมีแนวโน้มราคาที่สูงขึ้น ค้นหาได้ยากขึ้น และมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นโดยตลอด

แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่า ในอนาคตเทคโนโลยีการพัฒนาพลังงานสะอาดอาจจะทำให้ความต้องการใช้และราคาของเชื้อเพลิงฟอสซิล (ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติ) มีโอกาสลดลงได้ กลายเป็นว่าก๊าซใต้ดินกลับเป็นสมบัติที่ด้อยค่าลงทุกวันๆ

หากมีความเสี่ยงเช่นนี้ เราน่าจะนำเอาก๊าซของเรามาใช้ประโยชน์ในวันนี้ชัวร์ๆ เลย จะไม่ดีกว่าหรือ

ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งรัดเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะมีก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศเอาไว้ใช้อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากที่สุดคือ หนึ่ง การเปิดประมูลสัมปทานที่จะหมดอายุในแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณในอ่าวไทย และสอง การเปิดประมูลเพื่อให้มีการสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21

ในทั้งสองแหล่งที่สัมปทานจะหมดอายุลงในปี 2565 และ 2566 นั้น เชื่อได้ว่ายังมีก๊าซจำนวนหนึ่งเหลือพอที่จะผลิตต่อไปได้หลังสัมปทานสิ้นสุดลง ดังนั้นเป้าหมายสำคัญในการเปิดประมูลแหล่งเหล่านี้ก็คือการผลิตก๊าซให้ได้อย่างต่อเนื่องและในปริมาณที่มากที่สุดทั้งในช่วงก่อนและหลังสัมปทานหมดอายุ

ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าในการเปิดประมูลทั้งสองแหล่งนี้ ภาครัฐควรเปิดประมูลโดยทั่วไป คือ เปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทที่ได้รับสัมปทานอยู่ในปัจจุบันและบริษัทอื่นๆ เข้าแข่งขันในการประมูลได้ หรือภาครัฐควรเจรจาเฉพาะกับบริษัทที่ได้รับสัมปทานอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ดำเนินการต่อไปหลังสัมปทานหมดอายุ โดยมีเหตุผลที่ว่าบริษัทที่ดำเนินการอยู่แล้วย่อมมีข้อมูลและประสบการณ์ที่จะทำให้การผลิตก๊าซเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณการผลิตที่สูง ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ซึ่งจะดีกว่าการเอารายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน

อีกประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐจะต้องตัดสินใจในการประมูลครั้งนี้คือ จะใช้ระบบสัมปทานหรือระบบอื่น (คือระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต) โดยทั่วไป ระบบสัมปทานเหมาะที่จะใช้กับแหล่งที่มีความเสี่ยงสูงและมีศักยภาพการผลิตไม่สูงนัก ในระบบนี้ภาครัฐไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมรับความเสี่ยงในการลงทุนสำรวจและผลิต

ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิตนั้น เหมาะสำหรับแหล่งปิโตรเลียมที่มีความเสี่ยงน้อยและมีศักยภาพด้านปิโตรเลียมค่อนข้างดี จึงเปิดโอกาสให้ภาครัฐเข้าไปร่วมลงทุนและสามารถเพิ่มส่วนแบ่งและบทบาทในการบริหารจัดการ รวมทั้งเรียนรู้เทคโนโลยีได้ ทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ รวมทั้งการเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไม่ว่าภาครัฐจะใช้วิธีประมูลอย่างไร ผมก็หวังว่าท่านจะให้ความสำคัญที่มากเป็นพิเศษกับเป้าหมายด้านการผลิตก๊าซในประเทศที่จะต้องมีอย่างต่อเนื่องและในปริมาณที่มากที่สุด

อย่าลืมว่าการที่ประเทศต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ผลิตได้ลดลงนั้น หมายถึงการสูญเสียเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น อัตราค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้น การพึ่งพาพลังงานนำเข้าก็จะสูงขึ้น และในที่สุดเราก็อาจจะต้องปิดกิจการโรงแยกก๊าซและโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่างๆ ด้วย n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท