
รวยทางลัด
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ใครๆ ก็อยากจะรวย (ทางลัด) ก็มักจะตกเป็นเหยื่อความโลภ สารพัดเล่ห์เหลี่ยม "ล่าเหยื่อ" รูปแบบการใช้ "ผลตอบแทนสูง" สูตร "รวยทางลัด" มาเป็นตัวล่อให้ตกหลุมกับดัก "ความโลภ" หรือการจับจุดอ่อนของคนอยากได้ของดีราคาถูก ทำงานง่ายๆ ได้เงินเยอะๆ
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ใครๆ ก็อยากจะรวย (ทางลัด) ก็มักจะตกเป็นเหยื่อความโลภ สารพัดเล่ห์เหลี่ยม "ล่าเหยื่อ" รูปแบบการใช้ "ผลตอบแทนสูง" สูตร "รวยทางลัด" มาเป็นตัวล่อให้ตกหลุมกับดัก "ความโลภ" หรือการจับจุดอ่อนของคนอยากได้ของดีราคาถูก ทำงานง่ายๆ ได้เงินเยอะๆ
ที่ผ่านมาที่เราจะรู้จักกันดี แชร์ลูกโซ่ เน้นหาสมาชิกมากๆ และได้จ่ายผลตอบแทนสูง คนบางคนคิดว่าตัวเองรู้ดี และตาม "เกมมันนี่" ได้ทัน หวังแต่จะเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ แต่ที่สุดก็มีตัวอย่างให้เห็นมานักต่อนักแล้ว ที่สุดก็หมดเนื้อหมดตัว
ในยุคดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนหรือผู้มีเงินจะต้องแสวงหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.25-2% ลงทุนพันธบัตร 2-3% การลงทุนหุ้น 10-15% การลงทุนทองคำ 10-15% ต่อปี
ดังนั้น ใครที่นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงจ่าย 10-20% ต่อเดือน จึงสามารถที่จะสร้างแรงดึงดูดให้คนที่ใจกล้าเสี่ยงที่จะยอมควักระเป๋าลงทุน ไม่ต่างกับ "การพนัน" เกมการเงิน
ย้อนไปดูรูปแบบในอดีตที่ใช้หลอกลงทุน เช่น "แชร์ลูกโซ่" เข้าใจง่ายๆ คือ การระดมทุนจากประชาชน จูงใจด้วยผลตอบแทนสูง อ้างว่านำไปลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรดี บางครั้งก็แฝงมากับธุรกิจขายตรง แต่เน้นหาสมาชิกใหม่ เก็บเงินค่าสมาชิก เพื่อนำเงินจากรายใหม่มาจ่ายรายเก่า จนเมื่อถึงจุดที่หมุนเงินไม่ไหวก็มักจะหนีหายไป ซึ่งในช่วงปี 2527-2529 ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ระบาด ซึ่งได้สร้างความเสียหายจำนวนมาก รูปแบบการชักชวนลงทุนโดยจูงใจให้ผลตอบแทนสูงมาก อ้างว่านำเงินไปลงทุนน้ำมัน ลงทุนทอง ลงทุนค่าเงินบ้าง
ในยุค 4.0 วิวัฒนาการรูปแบบเกมการเงิน (E-money Game) โดยใช้สื่อโซเชียล มีทั้งการสร้างเว็บไซต์ ตั้งกลุ่มไลน์ และเฟซบุ๊ก เป็นช่องการหลอกล่อ ระดมหาผู้มาร่วมลงทุน
รูปแบบแชร์ลูกโซ่ที่หวนกลับมาเฟื่องฟูในยุคเศรษฐกิจ 4.0 นี้ จะมีลูกเล่นแปลกๆ และสามารถสร้างความเสียหายมากกว่า เพราะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานรูปแบบการหลอกลวง ทำให้มีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก
ตัวอย่างรูปแบบกลโกงหลอกลงทุน
เพจชักชวนลงทุน
รูปแบบที่พบคือการจัดอบรมหลักสูตรพิเศษ "รวยเร็ว" เป็น "นักธุรกิจ" ประสบความสำเร็จ โฆษณาชวนเชื่อผ่านทางเว็บไซต์ "กำไรมากกว่า 1 เท่า ภายใน 3 วัน" พร้อมอวดอ้างคำสัมภาษณ์ของผู้ที่เคยผ่านการเรียนในหลักสูตรนี้มาก่อน เพื่อยืนยันความสำเร็จจากการลงทุนแพ็กเกจคอร์สสัมมนา เพื่อการเรียนรู้และการลงทุน ที่ผ่านมามีแจ้งความดำเนินคดีฟ้องร้อง โดยมีผู้เสียหายรวม 4 หมื่นคนทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านบาท
เตือนภัยสกุลเงินดิจิทัล
ก่อนหน้านี้ก็มีการเชิญชวนให้มี การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่า วันคอยน์ (One Coin) โดยจูงใจให้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกและลงทุน โดยได้เสนอผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนที่สามารถชักชวนให้คนมาสมัครสมาชิกเพิ่มเติมโดยมีให้เลือกหลายระดับการลงทุน
ล่าสุดที่กำลังฮิตลงทุนกัน บิตคอยน์ (Bit Coin) ซึ่งมีทั้งสายเทรคเก็งกำไร บิตคอยน์ ซึ่งมีความผันผวนตั้งแต่ 1 บิตคอยน์ 2.5 หมื่นบาท วิ่งไปสูงถึง 1 แสนบาท กับอีกสาย ขุดเหมืองบิตคอยน์ที่จะต้องลงทุนติดตั้งเครื่องขุดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ตัวละหลายแสนบาท จนทำให้เครื่องขาดตลาด การลงทุนซื้อ แม้ว่าต่างประเทศมีการรับซื้อขายแลกเปลี่ยนบิตคอยน์กันได้แล้ว แต่ในประเทศไทยเอง ธปท.ก็ได้ออกมาเตือนว่าเป็นสกุลเงินที่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก ธปท. จึงไม่เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมาย ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย
เก็งกำไรค่าเงิน
ใช้อัตราแลกเปลี่ยนดึงดูดใจ มีวิธีการเชิญชวนผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียให้คนมาร่วมลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเสนอเงินปันผลให้ทุกเดือน ขณะเดียวกันหากผู้ลงทุนปรับสถานะตัวเองเป็นตัวแทนชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนก็จะได้รับผลประโยชน์กลับคืน โดยส่วนใหญ่ต้องระวังผู้ที่ชักชวนลงทุนไม่ได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจจากทางการ
ยกตัวอย่าง เวลตี้พลัส (Wealthy-Plus) ซึ่งมีการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กว่า เป็นการลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรากองทุนฟอเร็กซ์ เป็นระบบเทรดกำไร มีแพ็กเกจการลงทุนตั้งแต่ 1,000-7,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนแพ็กเกจ และจะมีการให้กำไร 10% ของเงินที่ลงทุนไปทุกวัน หากหาสมาชิกสมัคร แพ็กเกจสูงๆ ก็จะได้รับเงินปันผลสูงตามไปด้วย หลังจากนั้นไม่นานก็มีการปิดระบบ หายตัว พบว่ามีสมาชิกในระบบดังกล่าวกว่า 1 หมื่นคน มูลค่าเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท
แชร์ลูกโซ่ ไอเมกโอเวอร์ (I make over) ก็เช่นกัน เสนอจ่ายเงินปันผล 10% ต่อสัปดาห์ หรือ 40% ต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีค่านายหน้าให้แก่บุคคลที่เชิญชวนสมาชิกเข้ามาร่วมลงทุน 5% จากเงินทุนของสมาชิกใหม่ และยังได้รับเงินปันผลอัตราเดียวกับ ผู้ร่วมลงทุนด้วย
ซื้อขายประมูลทองคำ
เปิดโอกาสให้ทำสัญญาผ่อนทองในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เช่น ผ่อน 10 งวดในราคาเพียง 2 หมื่นบาท ถูกกว่าท้องตลาดถึง 4,000 บาท หากสามารถหาเหยื่อรายอื่นมาผ่อนทองได้อีกจะได้ทองเพิ่มอีก 1 เส้นทันที แต่เมื่อผ่อนไปถึงกำหนดเวลากลับไม่ได้อะไรเลย ล่าสุดพบว่ามีการหลอกลงทุนซื้อขายทองคำออนไลน์ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท
ขายฝันระดมทุนตั้งบริษัทเพื่อนำเข้าตลาด หลักทรัพย์ฯ
ชักชวนให้ร่วมลงทุนก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการหลอกลวงตบแต่งเว็บไซต์ ตั้งชื่อบริษัทเหมือนเป็นบริษัทชื่อดังในต่างประเทศมาก
คดีตัวอย่าง แชร์เหมืองทองคำอ้างว่าก่อตั้งโดยดาโต๊ะผู้มีชื่อเสียงในประเทศมาเลเซีย รูปแบบการหลอกลวงลงทุนได้สิทธิการถือหุ้น และหากบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับกำไรอีกหลายเด้ง หลักการง่ายๆ คือ ขายหุ้นในราคาหุ้นละ 2,800 บาท เงินปันผลต่อหุ้น/สัปดาห์ละ 200-300 บาท จนครบถึงสัปดาห์สุดท้าย คือสัปดาห์ที่ 17 จะคืนเงินต้นทุนให้ทั้งหมด โดยบวกเข้าไป 1 เท่าตัว หมายความว่า เงินลงทุนต่อ 1 หุ้น คือ 2,800 บาท คูณ 2 เท่ากับ 5,600 บาท
การเก็งกำไรซื้อสินค้าล่วงหน้า
ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรจากราคาสินค้าเกษตร น้ำมัน ทองคำ โดยบริษัทไม่ได้รับการอนุญาตจากทางการให้ทำการซื้อขาย และมีการตบแต่งข้อมูลเป็นเท็จเพื่อให้เห็นผลตอบแทนที่ผ่านมาสูง เพื่อหลอกล่อให้มาลงทุน
มีคำถามว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหลอกลวงลงทุน...ให้สังเกตง่ายๆ คือ
1.ผลตอบแทนการลงทุนสูงเกินจริงไหม
2.ผู้ประกอบการมี "ใบอนุญาต" ถูกต้องหรือไม่
3.ควรศึกษาความเข้าใจกับผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด
4.หากพบข้อสงสัยสามารถตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธปท. กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. หรือศูนย์คุ้มครองผู้ให้บริการทางการเงิน โทร. 1213
สิ่งสำคัญอย่าลืมท่องคาถาลงทุน "การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการ ตัดสินใจลงทุน"







