
เคล็ดลับปรับเปลี่ยน สู่ผู้นำยุค 4.0
เรื่อง : พริบพันดาวประเทศไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เวอร์ชั่น 4.0 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไปสู่ Value Based Economy หรือ "เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม" เปลี่ยนจากขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์
เรื่อง : พริบพันดาว
ประเทศไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เวอร์ชั่น 4.0 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไปสู่ Value Based Economy หรือ "เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม" เปลี่ยนจากขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์
ผู้นำของทุกองค์กรจึงมีความท้าทายในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมากเพื่อให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงทีและนำพาองค์กรไปสู่ความได้เปรียบทางธุรกิจ
ภาวะผู้นำสำหรับไทยแลนด์ 4.0 จากบทความ Bridging the gap ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย ซึ่งเป็นโค้ชผู้บริหาร เขามีประสบการณ์มากกว่าสิบปีในการโค้ชผู้บริหารระดับสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในเรื่องการทำงานต่างวัฒนธรรม ภาวะผู้นำ และการนำเสนอแบบมืออาชีพ บอกไว้ชัดเจนว่า คนทำงานฐานความรู้สำหรับไทยแลนด์ 4.0 ต้องมีคุณสมบัติคือ สนุกกับการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ตลอดชีวิต การคิดเชิงวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานต่างวัฒนธรรม
ในทำนองเดียวกันผู้นำซึ่งนำคนทำงานฐานความรู้ก็ต้องปรับเปลี่ยนสไตล์ของภาวะผู้นำจากเดิมๆ เป็นแบบใหม่ๆ คือ 1.จากการใช้คำสั่ง มาเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม 2.จากควบคุม สู่การสร้างแรงบันดาลใจ 3.จากการออกคำสั่ง เป็นการถามให้ใช้ความคิด 4.จากการมุ่งแก้จุดอ่อน เป็นสนใจใช้จุดแข็งมากขึ้น และ 5.จากอบรมอย่างเดียว เป็นเพิ่มการโค้ช
มาค้นหากันว่า ผู้นำยุค 4.0 หรือดิจิทัล ลีดเดอร์ชิพ ควรมีทิศทางและแนวโน้มเป็นอย่างไร?
ดิจิทัล ลีดเดอร์ชิพ
ดร.ภาณุ เชาว์ปรีชา ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษา การบริหารจัดการ บริษัทศูนย์พัฒนาองค์รวม ได้สรุปภาพรวมในการเสวนาพิเศษสำหรับผู้นำยุค 4.0 "Holistic Leadership in Business 4.0 : Creating Value Through Creativity and Customer Experience" พบกับ 3 Top Business Leader ผ่านการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4.0 ที่มีเป้าหมายไปอีก 15 ปีข้างหน้า ของไทยอย่างน่าสนใจ โดยแบ่งเป็น 11 ข้อ
1.ตื่นตัวตามโลกให้ทัน (Be Vigilant)
2.หาที่ยืนไม่ให้หลุดไปจากวงจรลูกค้า (Stay Relevant)
3.รวดเร็วและยืดหยุ่น (Be Fast & Flexible)
4.พัฒนาสมรรถนะและศักยภาพผู้นำด้านดิจิทัล (Develop Digital Cappabilities & Leadership)
5.สร้างระบบและเครือข่ายรองรับ (Build Ecosystem/Network/Strategic partnership)
6.เข้าใจการเกิดขึ้นของนวัตกรรมแทนที่ใหม่ๆ (Understand Disruptive Innovation)
7.สร้างแพลตฟอร์มสำหรับนวัตกรรม (Create Platform for Innovation)
8.มีกลยุทธ์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Have Human Resource Strategy)
9.สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมต่อการก่อเกิดนวัตกรรม (Create Innivative/Productive Culture)
10.มีจริยธรรม (Be Ethical)
11.เด็ดเดี่ยวกล้าตัดสินใจ (Be Decisive)
"ผู้นำในยุค 4.0 ข้อแรกต้องคอยสอดส่องระแวดระวังตามโลกให้ทันว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว เขามีเทคโนโลยีอะไรใหม่ ต่างชาติเขาไปถึงไหน คู่แข่งเขาไปถึงไหน ตามให้ทัน ถ้าตามไม่ทันก็มีโอกาสหลุด ข้อต่อมาต้องพยายามหาที่อยู่ที่ยืน ที่เราจะไม่หลุดออกไปจากสโคปและความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และของบริการต่างๆ ที่เราให้อยู่ โดยคนที่เป็นตัวกลางจะถูกตัดทิ้ง จะต้องสร้างคุณค่าตัวเองที่ไม่ให้ถูกตัดทิ้งได้"
ดร.ภาณุ ย้ำว่า ผู้นำยุคดิจิทัลต้องเร็วและยืดหยุ่น ต้องยอมตัดยอมเปลี่ยนอะไรบางอย่างเพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นได้ และที่สำคัญมาก ต้องพัฒนาและยุทธศาสตร์ดิจิทัล
"ต้องสร้างระบบนิเวศของตัวเอง และสร้างคุณค่าต่างๆ ให้กับลูกค้า ต้องเข้าใจถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่จะเข้ามาแทนที่ของเก่า ต้องสร้างสรรค์แพลตฟอร์มหรือช่องทางสำหรับนวัตกรรม ต้องมียุทธศาสตร์ทางทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีซื้อได้แต่ถ้าคนคิดไม่ได้ไปไม่เป็นก็จบ ปัจจุบันเอชอาร์มีสถานะใหม่ในบริษัทคือ บิซิเนส พาร์ตเนอร์"
รวมถึงมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมในการที่จะสร้างนวัตกรรม ต้องเปิดให้ลองผิดลองถูก ซึ่ง ดร.ภาณุ ชี้ว่ามีข้อที่สำคัญที่สุด หากไม่มีข้อนี้ทุกข้อที่ทำมาก็ไม่มีความหมาย
"ศีลธรรมและจริยธรรม ถ้าไม่มีทำไปแล้วรวย ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่แค่การปลูกฝังแต่ต้องสร้างโรลโมเดลขึ้นมา ซึ่งต้องช่วยสังคมให้ดีขึ้น และสุดท้ายต้องกล้าตัดสินใจ คนที่เป็นผู้นำยุคใหม่จะต้องมี 11 ข้อนี้ ซึ่งเป็นดิจิทัล ลีดเดอร์ชิพ ต้องมีความเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล และรู้จักเปลี่ยนแปลงในทุกอย่าง และไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ"
พัฒนาบุคลิกภาพแบบผู้นำยุคดิจิทัล
โค้ชเพียว-ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล นักสร้างสมองแห่งความสำเร็จ เขาเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University Of Tokyo) มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น ชี้ว่า การพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำ 4.0 ต้องทำน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก ต้องพัฒนาความคิด หรือ Mindset
"วิสัยทัศน์ ทัศนคติของผู้นำในยุคดิจิทัล 4.0 ต้องทำน้อยได้ผลลัพธ์เยอะๆ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ใช้แรงเยอะ แต่ได้ผลลัพธ์น้อย ถ้าต้องการได้ผลลัพธ์มากกว่าเดิม คิดแบบเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปเลย ผู้นำ 4.0 ต้องสร้างผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงของโลกนั่นเอง"
การพัฒนาบุคลิกภาพของผู้นำยุค 4.0 โค้ชเพียว เสนอว่าต้องมีคุณสมบัติด้วยกัน 6 ข้อ ดูจากเทรนด์ของเมืองไทย บางทีเราทำแล้วไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่น่าพอใจ ผู้นำยุคนี้ต้องรับมือกับการเปลี่ยนผ่านได้อย่างรวดเร็ว ต้องมีบุคลิกภาพและคุณสมบัติดังนี้
1.นักสร้างเป้าหมายที่จูงใจ
2.นักมองหาโอกาสในทุกโอกาส
3.นักคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม
4.นักทดลองและลงมือทำ
5.นักบริหารทรัพยากรตัวยง
6.นักมองโลกแง่ดี
โค้ชเพียว ขยายความว่าคุณสมบัติของผู้นำข้างต้น ต้องเริ่มที่มายด์เซตของผู้ประกอบการหรือผู้นำความสำเร็จ ซึ่งสำคัญมาก ถ้าไม่มีมายด์เซตตรงนี้ต่อให้แต่งตัวดี พูดดีมีความคิดอ่านมันก็ไม่มีผล เพราะยุคนี้เน้นกันที่ผลลัพธ์ รูปแบบเดิมๆ เน้นพิธีการไม่สามารถตอบรับรูปแบบที่เปลี่ยนไปได้ ทำให้หลายๆ บริษัทล้มหายตายจากไป ในขณะที่คนรุ่นใหม่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ภาพลักษณ์ที่ออกสู่ภายนอกไม่ จำเป็นต้องเนี้ยบเหมือนในอดีต อย่างต้องใส่สูทให้ดูดี แต่ต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด
ทั้งหมดนี้ต้องเป็น "นัก" ซึ่งมีอยู่ 6 นักด้วยกัน การเป็นนักสร้างเป้าหมายที่จูงใจ คือไม่ได้ทำอะไรด้วยตัวคนเดียว ต้องจูงใจเก่ง การพูด การตั้งคำถาม การรู้จักความต้องการของผู้คนว่าด้วยเหตุผลอะไรถึงต้องทำเป้าหมายนี้
"สร้างภาพให้เห็น ให้ได้ยิน ให้รู้สึก การทำงานที่ใช้หลายคนมาประกอบกัน เป็นนักสร้างแรงจูงใจขั้นเทพ ทำให้คนอยากมาร่วมงานด้วย ต้องจูงใจเก่ง เรียนรู้วิธีการพูด ต้องมีทักษะการตั้งคำถาม และรู้จักความต้องการของผู้คนที่มาร่วมงาน ต้องสร้างให้คนเห็นประโยชน์ร่วมกัน ให้รับรู้ถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นล่วงหน้าไปเลย ให้ทุกคนพร้อมใจกันไปสู่ เป้าหมายที่วางไว้ อาจจะเรียกว่าขายฝัน ให้ทุกคนฝันร่วมกัน"
การเป็นนักมองหาโอกาสในทุกโอกาส โค้ชเพียว บอกว่า ต้องมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ในทุกโอกาส มีอะไรที่เอามาใช้ได้ หยุดบ่น พิจารณาตัวเอง ปรับเปลี่ยนได้เร็ว
"คนที่ประสบความสำเร็จจะมองหาโอกาสว่ามีโอกาสอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ เอามาใช้อะไรได้บ้าง ผู้นำยุคนี้จะไม่บ่น หยุดบ่น พิจารณาว่าอยู่ตรงจุดไหนของปัญหาและมีโอกาสอะไรซ่อนอยู่ในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และไม่ควรยึดถือกับกลยุทธ์เดิมๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต ใช้แล้วไม่ได้ผลไม่ควรฝืนใช้ ต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว"
การเป็นนักคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำเรื่องง่ายให้ง่ายยิ่งกว่า วิธีการ และวิธีคิด คิดอะไรแปลกใหม่ เอาของเก่ามายำใหม่ให้ดีกว่าเดิม
"ผู้นำยุคใหม่ต้องทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำเรื่องง่ายให้ง่ายเข้าไปอีก สามารถทำให้ลูกน้องเข้าใจง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และลงมือทำได้เลย ลดขั้นตอนให้น้อยที่สุด บอกปั๊บลงมือทำได้เลย ผู้นำต้องคิดเยอะ แต่พอลงมือทำต้องให้ผู้รับนโยบายสามารถทำตามได้ทันทีและง่าย ทั้งวิธีคิด วิธีการเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดียิ่งกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว ต้องเข้าไปเรียนรู้และนำมาใช้กับธุรกิจ ตามเทรนด์ให้ทัน"
การเป็นนักทดลองและนักลงมือทำ ต้องไม่กลัวเจ็บตัว กล้าคิด กล้าลอง ลงมือทำ มุ่งไปที่ผลลัพธ์ สนุกกับการ ได้คิดได้ทำ ทำแบบเดิมก็ได้ผลลัพธ์เดิม ทำแบบใหม่ก็ได้ผลลัพธ์ใหม่
"คนส่วนใหญ่ได้แต่คิดไม่ได้ลงมือทำ เพราะว่ามีความกลัว ผู้นำยุคใหม่ไม่ควรที่จะกลัว ไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือการเรียนรู้ มันเป็นทางผ่าน ถ้าทำพลาดไปอย่างหนึ่งก็ได้เรียนรู้ว่าวิธีการนี้ไม่ได้ผล เพียงแต่พบวิธีที่ไม่สำเร็จเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวิธี เป็นมายด์เซตที่คุณต้องกล้าคิดกล้าลองทำ ลงไปคลุกกับมัน อย่ากลัวเจ็บตัว เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่เกิดอะไรขึ้นและให้มุ่งไปที่ผลลัพธ์
"ที่สำคัญก็คือสนุกกับการได้คิดได้ทำ ถ้าทำแบบเดิมก็ได้ผลลัพธ์แบบเดิม ทำแบบใหม่ก็ได้ผลลัพธ์แบบใหม่ แต่ผู้นำยุคเก่ามักจะชอบคิดว่าทำแบบเดิมแล้วจะได้ผลลัพธ์แบบใหม่ ซึ่งทำก็มากได้ผลน้อย ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว กล้าลองคิดกล้าลองทำเอาอะไรแบบใหม่ๆ มาใช้ ไม่ใช่ฝืนทำกันแบบเดิมๆ ไม่ทันกิน ต้องปรับเปลี่ยนนำเทคโนโลยีมาใช้"
นักบริหารทรัพยากรตัวยง โค้ชเพียวมองว่า คนที่เก่งด้านนี้ต้องรู้ว่า เรามีอะไร เราขาดอะไร อะไรใช้ได้ ใช้ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีต้องทำยังไง
"ต้องรู้ว่าการไปสู่เป้าหมายมีอะไรอยู่ในมือบ้าง มีคน มีความคิดมีเงินทุน มีแหล่งทรัพยากรอะไรบ้าง ถ้ามีแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร และไม่ใช้แบบฟุ่มเฟือยเพื่อให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุน"
สุดท้าย สำคัญที่สุดคือ นักมองโลกในแง่ดี ซึ่งจะทำให้อารมณ์ดี จึงทำให้ไม่แก้ปัญหาด้วยความหงุดหงิด ทำให้ไม่โกรธคนอื่น แต่จะมองหาแต่วิธีการแก้ปัญหา ซึ่งคนก็อยากทำงานด้วย
"ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นตัวรองรับอารมณ์ คนทำงานด้วยก็มีความสุขอยากช่วยผู้นำแก้ปัญหา มุ่งไปสู่ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และมีความคาดหวังต่ออนาคต มีความเชื่อมั่นว่าจะพาธุรกิจไปได้ดี มองโลกในแง่ดี ถ้าอ้างคำของแจ็ค หม่า ที่ว่า วันนี้อาจจะแย่ พรุ่งนี้อาจจะแย่กว่า แต่มะรืนที่จะถึงอนาคตสดใสรออยู่แน่นอน" n







