
ปรับโครงสร้างหนี้ประเทศ
เป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อการทำความเข้าใจต่อสาธารณชนมาก กรณีที่กระทรวงการคลังเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารหนี้สาธารณะ โดยได้เสนอแก้ไขคำจำกัดความของหนี้สาธารณะใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยให้หมายความถึงหนี้ที่กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารจัดการได้เท่านั้น ส่วนหนี้ที่กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ
เป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อการทำความเข้าใจต่อสาธารณชนมาก กรณีที่กระทรวงการคลังเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารหนี้สาธารณะ โดยได้เสนอแก้ไขคำจำกัดความของหนี้สาธารณะใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยให้หมายความถึงหนี้ที่กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารจัดการได้เท่านั้น ส่วนหนี้ที่กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ
นอกจากนี้ ยังได้เสนอแก้ให้กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ (กปพ.) สามารถลงทุนในพันธบัตรของ ธปท.ได้ จากเดิมที่ให้ลงทุนได้เฉพาะตราสารหนี้รัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชนที่มีเครดิต AAA ทำให้กองทุนมีความสามารถในการลงทุนได้จำกัด
ประเด็นแรกเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าใจผิด ในเรื่องการเปลี่ยนนิยามหนี้ มีโอกาสที่จะถูกมองว่ากระทรวงการคลังแก้ไขเพราะต้องการที่จะซุกหนี้สาธารณะให้มีจำนวนที่ลดลง เพื่อที่จะทำให้งบดุลของประเทศดูดีขึ้น ประเทศไทยไม่ได้มีหนี้สูงเกินตัว ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวและอาจจะถูกจับไปเป็นประเด็นการเมืองได้ง่ายๆ
โดยข้อเท็จจริงของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว กระทรวงการคลังชี้แจงว่าเป็นเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก้ไข พ.ร.บ.ธปท. โดยให้คำจำกัดความว่า ธปท.เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่หน่วยงานราชการและไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งการเป็นหน่วยงานของรัฐทำให้ต้องนับหนี้ของ ธปท.ที่มีอยู่ 4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สาธารณะด้วย จะส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านล้านบาททันที จากปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 6 ล้านล้านบาท
ประเด็นในเรื่องของจำนวนหนี้สาธารณะของ ธปท.นั้น ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะอย่างไรหนี้จำนวนนี้เป็นหนี้ในงบประมาณ ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นหนี้จากอะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร และจะบริหารจัดการอย่างไรกับหนี้จำนวนนี้ ซึ่งหนี้ของ ธปท.ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กระทรวงการคลังได้ยกคืนไปให้ ธปท.รับผิดชอบ ซึ่ง ธปท.ก็พยายามหารายได้มาชดใช้ แม้จะลดลงอย่างช้ามาก แต่ก็มีคนบริหารจัดการที่ชัดเจน
หนี้ที่น่าเป็นห่วงและควรจะต้องจับตาดูก็คือ หนี้นอกงบประมาณที่มีการโยกไปซ่อนไว้ เช่น การใช้เงินของรัฐวิสาหกิจ ใช้เงินของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนที่มีนักการเมืองทำมาในอดีต และสร้างปัญหาการคลังต่อเนื่องมา จนต้องมาสร้างระบบกันใหม่ด้วยการกำหนดกรอบวินัยการคลัง ไม่ให้มีหนี้สาธารณะเกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยก็ยังมีสัดส่วนไม่เกิน 50% ของจีดีพี
แม้รัฐบาลจะมีแผนลงทุนมาก แต่ก็มีการตระหนักเรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะ จึงได้มีการพยายามที่จะระดมเงินลงทุนโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคด้วยการดำเนินการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ หรือเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนแบบพีพีพี
การปฏิรูปโครงสร้างหนี้ของประเทศขณะนี้เริ่มดำเนินการไปอย่างเข้ารูปเข้ารอย แต่ก็ต้องจับตาหนี้สาธารณะแอบแฝงที่ยังมีอีกหลาย จุดที่คนไม่สนใจ ซึ่งหนี้เหล่านี้อย่างไรก็เป็นหนี้ แม้จะแอบซ่อนอย่างไร ก็ไม่อาจพ้นหูพ้นตาของนักวิเคราะห์และต่างชาติที่จับตามองประเทศไทยไปได้ n







