
เงินทุนไหลออก ยังไม่กระทบเศรษฐกิจ
พรสวรรค์ นันทะผลจากระดับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.00-1.25% ใกล้เคียงกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.5% ซึ่งคงที่มานานประมาณ 2 ปีกว่า นับตั้งแต่เคยปรับขึ้นมาเมื่อเดือน เม.ย. 2558 บวกกับประเทศไทยมีการลงทุนต่ำติดต่อกันหลายปี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าปี 2558 ขยายตัวเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปี 2559 ติดลบ 0.1% ไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 0.9% ล่าสุดเดือน พ.ค. ติดลบ 0.5%
พรสวรรค์ นันทะ
ผลจากระดับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.00-1.25% ใกล้เคียงกับระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.5% ซึ่งคงที่มานานประมาณ 2 ปีกว่า นับตั้งแต่เคยปรับขึ้นมาเมื่อเดือน เม.ย. 2558 บวกกับประเทศไทยมีการลงทุนต่ำติดต่อกันหลายปี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าปี 2558 ขยายตัวเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปี 2559 ติดลบ 0.1% ไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 0.9% ล่าสุดเดือน พ.ค. ติดลบ 0.5%
ขณะที่การลงทุนในประเทศต่ำยังมีภาวะเงินทุนไหลออกมาสำทับ ซึ่งเงินทุนของไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศคึกคักต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เงินทุนไหลออกสุทธิ 1.71 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.8 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 34 บาท/ดอลลาร์
ปี 2559 ไหลออกสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท จนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ยังไหลออกสุทธิอีก 6,785 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.31 แสนล้านบาท รวม 5 เดือนแรกปีนี้ไหลออกสุทธิ 1.03 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.52 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 5% แต่ของไทยต่ำสุด 2-3% ประเด็นเหล่านี้ทำให้หลายคนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ว่าการที่เงินทุนไหลออกค่อนข้างมากเช่นนี้จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะในช่วงต้นปีนี้ที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีเฟดขยับดอกเบี้ยก็เคยทำให้เงินทุนไหลทะลักออกจากไทยมาแล้วรอบหนึ่ง ถ้าดอกเบี้ยเฟดขยับแคบลงจนมาเท่ากับไทย เงินจะยิ่งไหลทะลักเป็นเขื่อนแตกจนเศรษฐกิจไทยมีปัญหาหรือไม่
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ระบุว่า การไหลออกของเงินทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เป็นการดำเนินธุรกิจปกติและเป็นการสะท้อนถึงความสามารถที่ดีขึ้นของ นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ผู้ประกอบการไทยกำลังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขยายธุรกิจ ฐานการผลิตและการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ และในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิก็มีสาเหตุจากการนำเงินออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทยทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน และการออกไปลงทุนของภาคธุรกิจไทย ด้วยการให้สินเชื่อทางการค้า และสินเชื่อระหว่างธุรกิจในเครือ การนำเงินออกไปฝากในต่างประเทศของสถาบันรับฝากเงิน เพื่อปรับฐานะเงินตราต่างประเทศ และการลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ)
อีกด้านในฝั่งบัญชีหนี้สินเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ก็ยังไหลเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ไหลเข้ามาทั้งสิ้น 4,101 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ที่สำคัญเศรษฐกิจไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สะท้อนได้จากรายได้จากเงินตราต่างประเทศ ที่เกินดุลในระดับสูง ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้เกินดุล 1.92 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ดุลการชำระเงิน (Overall Balance) ของไทยเกินดุลกว่า 8,200 ล้านดอลลาร์ และเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านการต่างประเทศของไทยก็มั่นคง มีทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิในปัจจุบันสูง 1.9 แสนล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนหนี้สินในต่างประเทศต่ำ
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการที่การลงทุนในประเทศไทย ต่ำ และดอกเบี้ยก็ต่ำ แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่น่ากังวลในเรื่องปัญหาการคิดกับดักสภาพคล่อง เพราะมองว่าในปีนี้เฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกสักครั้ง ทำให้ดอกเบี้ยจบที่ 1.5% เท่าไทย ปีหน้าไปอยู่ที่ 2% บวกกับมีการลดคิวอี เศรษฐกิจยุโรปทยอยดีขึ้นจนกระทั่งทำให้รับดอกเบี้ยขึ้นได้ ซึ่งเงินทุนระยะสั้นหรือเงินร้อนที่เคยไหลเข้ามาไทย และประเทศภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต) จะทยอยไหลออกไปได้ดีขึ้นในช่วง 1-2% ปีนี้ ทำให้ ธปท.ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นด้วยในปีหน้า
"สภาพคล่องสูงในช่วงนี้บ้านเราไม่น่าห่วงเพราะรัฐบาลเป็นผู้กู้รายใหญ่ เห็นๆ เลยว่ารัฐบาลต้องการกู้เงินไปลงทุน ซึ่งโครงการลงทุนก็ยังต้องทำ ต่อไปอีกหลายปี และเมื่อมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 ก็น่าจะผลักดันแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้มีการใช้เงินแน่ๆ เห็นได้ว่ารัฐบาลเราจัดงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องอยู่ บวกกับถ้าดูสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมของธนาคารที่เป็นเงินบาทอาจจะดูสูงมาก ประมาณ 4 ล้านล้านบาท แต่ถ้าดูสินทรัพย์สภาพคล่องของงบดุลที่เป็นเงินสด ตราสารหนี้ที่เป็นของรัฐบาลและพันธบัตร ธปท.แล้ว สัดส่วนตัวนี้ไม่ได้สูงขึ้น อยู่ที่ประมาณ 20% ไม่ได้เพิ่มขึ้น" เชาว์ กล่าวสรุป
หากประเมินจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่กลังทยอยฟื้นตัว ซึ่งตลาดเงินก็ยังคาดว่า ธปท.น่าจะยังคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.5% ไปตลอดในระยะ 1 ปีข้างหน้านี้ และจะปรับขึ้นอีกทีก็น่าจะครึ่งปีหลังของปี 2561 เพราะ ธปท.จำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแรง ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนไหลออกแต่อย่างใด สะท้อนว่าการไหลออกไปของเงินทุนเป็นเรื่องปกติของระบบเศรษฐกิจที่ต้องมีทั้งการไหลเข้าและออกเป็นเรื่องธรรมดา และการไหลออกไปก็เป็นการขยายการลงทุนของนักลงทุนไทยเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น ไม่ได้ออกไปเพราะสัญญาณเศรษฐกิจไทยมีปัญหาแต่อย่างใด
เพราะหากเศรษฐกิจไทยแย่จริงๆ ทุกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญคงไม่มีการปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นกันถ้วนหน้าแบบนี้ อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่าจีดีพีปีนี้จะโตมากกว่า 3.6% จากเดิม 3.6% ธปท.คาดว่าจะโตเพิ่มจาก 3.4% เป็น 3.5% สภาหอการค้าไทยคาดว่าจะโตมากกว่ากรอบที่คาดไว้เดิมที่ 3.5-4% และธนาคารกสิกรไทยปรับเพิ่มจาก 3.3% เป็น 3.4% เป็นต้น
จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะหยิบยกการไหลออกของเงินทุน มาสร้างความสั่นคลอนต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศโดยรวมขึ้นมาเป็นประเด็นกล่าวอ้างเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่ว่าฝ่ายใด เพราะข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นข้างต้นนี้น่าจะพอบ่งบอกได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาความเสี่ยงใดๆ จากภาวะเงินทุนไหลออกในปัจจุบัน n







