
พฤติกรรมเปลี่ยน
สถิติในอดีต 6 ปีย้อนหลังนักลงทุนสถาบันในประเทศมักจะเข้าซื้อสุทธิในเดือน มิ.ย. ด้วยความน่าจะเป็น 83% (ซื้อสุทธิ 5 จากใน 6 ปีหลังสุด) ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นการซื้อตามความคาดหวังปรากฏการณ์ปิดงวดบัญชีครึ่งปีแรก (Window Dressing) โดยจะซื้อเฉลี่ย 8,550 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นนักลงทุนสถาบันก็จะพลิกมาขายสุทธิในเดือน ก.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 83% (ขายสุทธิ 5 จาก 6 ปีหลังสุด) คิดเป็นค่าเฉลี่ย 7,830 ล้านบาท
สถิติในอดีต 6 ปีย้อนหลังนักลงทุนสถาบันในประเทศมักจะเข้าซื้อสุทธิในเดือน มิ.ย. ด้วยความน่าจะเป็น 83% (ซื้อสุทธิ 5 จากใน 6 ปีหลังสุด) ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นการซื้อตามความคาดหวังปรากฏการณ์ปิดงวดบัญชีครึ่งปีแรก (Window Dressing) โดยจะซื้อเฉลี่ย 8,550 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นนักลงทุนสถาบันก็จะพลิกมาขายสุทธิในเดือน ก.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 83% (ขายสุทธิ 5 จาก 6 ปีหลังสุด) คิดเป็นค่าเฉลี่ย 7,830 ล้านบาท
สำหรับเดือน ก.ค. 2560 มองว่ามีโอกาสสูงที่นักลงทุนสถาบันจะเป็นผู้ขายสุทธิ หลังซื้อสุทธิต่อเนื่องมา 8 เดือนติดต่อกันที่ 9.06 หมื่นล้านบาท เฉพาะในปี 2560 ก็ซื้อมา 6 เดือนติดต่อกันวันที่ 4 ม.ค.-26 มิ.ย. 2560 สะสมกว่า 4.92 หมื่นล้านบาท ด้วยความเสี่ยงที่ผลประกอบการงวดไตรมาส 2 จะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับงวดไตรมาสแรกปี 2560 และไตรมาส 2 ปี 2559 เป็นเหตุให้สถาบันในประเทศขายทำกำไรหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ความผันผวนของหุ้นหลายตัว (สวิงลงและขึ้นรุนแรง) คาดว่าเกิดจากพฤติกรรมของนักลงทุนบางกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุน หลัง SET มีมูลค่าตึงตัว และหุ้นหลายตัวมีโอกาสปรับขึ้นน้อยจนการลงทุนเพื่อเก็งกำไรจากขาขึ้นได้ผลตอบแทนต่ำ จึงทำให้หันไปเน้นการลงทุนแบบขาลง ด้วยการทำธุรกรรม Short Sales และเพิ่ม Leverage ด้วยการเปิด Short ผ่าน Block Trade ซึ่งการทำธุรกรรมทั้งคู่ตามหลักแล้วต้องเกิดขึ้นไปด้วยกัน (นักลงทุนส่งคำสั่ง Short ผ่าน Block Trade บริษัทหลักทรัพย์จะต้องไปทำธุรกรรมการ Short Sales ต่อ)
ด้วยพฤติกรรมดังกล่าว จะทำให้เกิดบรรยากาศเชิงลบในหุ้นนั้น นักลงทุนรายบุคคลบางส่วนอาจเกิดอาการ Panic และทำการขายตาม รวมไปถึงระบบ Robot Trade ก็จะขายตัดขาดทุนเมื่อราคาลงมาถึงระดับที่ตั้งไว้ ทั้งหมดจะเป็นตัวทำให้ราคาปรับลงรุนแรงเกินจริง และเมื่อราคาลงมาถึงระดับหนึ่งนักลงทุนที่ทำการ Short ผ่าน Block Trade ก็ต้องทำการปิดสถานะรับรู้กำไร บริษัทหลักทรัพย์ก็ต้องมาซื้อหุ้นคืนให้กับผู้ที่ให้ยืมหุ้นมาทำธุรกรรม Short Sales ก่อนหน้า ผู้เสียหายก็จะเป็นนักลงทุนที่ตกใจขายไปแล้ว
กลไกการลงทุนดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้จากกลุ่มธนาคารขนาดเล็กและกลุ่มการเงินบางตัวที่เกิดการตื่นตระหนกแล้วขายในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา มีสถานะคงค้างรวมไปถึงมูลค่าการทำ Short Sales ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีมูลเหตุให้ก่อการได้เล็กน้อยจากประเด็นธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังเตรียมออกมาตรการคุมการก่อหนี้ของประชาชน (คาดว่าจะเน้นไปที่การคุมในส่วนของวงเงินและดอกเบี้ยของสินเชื่อบัตรเครดิต)
หุ้นที่ได้รับผลกระทบตรง คือ บริษัท บัตรกรุงไทย (KTC) ปรับร่วงไป แต่กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบไม่มากอย่างบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) กลับลงแรง 4.11% ทั้งที่พอร์ตสินเชื่อ บัตรเครดิตของ TISCO มีอยู่ 4,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 1.3% ของสินเชื่อทั้งหมด ผลกระทบมีจำกัดมาก เมื่อบรรยากาศเสียก็ไปฉุดหุ้นอื่นๆ ในกลุ่ม เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) ที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับลงตาม
มองการปรับลงของ TISCO และ KKP เป็นการลงที่รุนแรงโดยใช่เหตุ ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นไปในโทนบวกไม่มีอะไรเปลี่ยนผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ของ TISCO คาดว่าจะมีกำไร 1,460 ล้านบาท เติบโต 20.8% เช่นเดียวกับ KKP งวดไตรมาส 2 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 1,410 ล้านบาท เติบโต 8.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ทั้งคู่สามารถคาดหวังการจ่ายปันผลในปีนี้ได้กว่า 4.21 และ 5.91 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายที่ 5.85% และ 8.47% ตามลำดับ โดยราคาปัจจุบันของ TISCO และ KKP มีโอกาสปรับขึ้น 15.28% และ 7.53% เป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพิ่ม







