
สติมี...สตางค์มา
เชื่อว่าหลายคนคงอยากมีเงินออมมากพอที่จะมีอิสระในชีวิต และต่างก็พยายามเสาะหาวิธีหลากหลายรูปแบบที่จะทำให้เงิน
โดย...บรรณรงค์
เชื่อว่าหลายคนคงอยากมีเงินออมมากพอที่จะมีอิสระในชีวิต และต่างก็พยายามเสาะหาวิธีหลากหลายรูปแบบที่จะทำให้เงินเก็บของตัวเองงอกเงยโดยที่อาจไม่ได้มองให้รอบด้าน จนอาจจะตกเป็นเหยื่อให้กับแชร์ลูกโซ่ มิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ หลายต่อหลายหน วนเวียนอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์รวมทั้งสื่อโซเชียลแบบนับไม่ถ้วน ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันการถูกหลอกลวง รวมทั้งให้เราสามารถวางแผนการเงินให้กับชีวิตได้อย่างถูกวิธี ทุกคนจึงควรมีทักษะและความรู้ทางการเงินและการออมอย่าง “สติมี...สตางค์มา” ตามขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่หนึ่ง...มี “สติหา” คุณควรจะทำความเข้าใจส่วนประกอบพื้นฐานของรายได้เดือนต่อเดือนของคุณเองนั้นมีลักษณะอย่างไร โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือ “Active Income” เช่น เงินเดือน รายได้จากการรับจ๊อบงานไม่ประจำ การทำงานพิเศษ ค่านายหน้า โบนัส ฯลฯ ซึ่งก็จะเห็นว่าลักษณะของรายได้พวกนี้เป็นประเภทที่คุณต้องลงแรงในการหามา ถ้าคุณหยุดทำงาน รายได้พวกนี้ก็จะหายไป รายได้ในประเภทที่สอง เรียกว่า “Passive Income”
เช่น รายได้จากปล่อยบ้าน คอนโดให้เช่า ดอกเบี้ยรับ เงินปันผลจากการลงทุนในกิจการ กำไรจากเงินลงทุน ซึ่งรายได้ประเภทนี้มีลักษณะที่คุณไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องใช้เวลาในการเข้าไปยุ่งอะไรกับกิจกรรมมากมาย แต่ก็ยังสร้างรายได้ให้เราได้ พูดง่ายๆ ก็คือ รายได้เกิดจากการปล่อยให้ทรัพย์สินทำงานให้
เมื่อประเมินลักษณะของรายได้ตามประเภทข้างต้นแล้ว ก็จะพอรู้แล้วว่า รายได้ที่ได้มานั้นมีความแน่นอนและต่อเนื่องแค่ไหน จะได้ใช้วางแผนในขั้นต่อไป คือ การใช้จ่ายได้
ขั้นที่สอง...มี “สติใช้” หรือใช้จ่ายอย่างมีสติ ซึ่งสามารถแบ่งรายจ่ายออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ รายจ่ายประจำ หรือรายจ่ายที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ “Passive Expense” ประกอบด้วย ค่าอาหาร ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ ค่าบัตรเครดิต ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ส่วนรายจ่ายประเภทที่เกิดจากความต้องการ (ไม่ได้เกิดจากความจำเป็น) เช่น อยากซื้อมือถือใหม่ อยากไปเที่ยวต่างประเทศ อยากได้รถใหม่ อยากซื้อบ้านหรือคอนโดหลังใหม่ ให้กำหนดเป้าหมายว่าเป็นรายจ่ายในอนาคต หรือ “Active Expense”
ขั้นที่สาม...มี “สติเก็บ” บางทีคนเราก็มีวันเจ็บป่วย ตกงาน หรือเหตุจำเป็นอื่นที่ทำให้อาจมีผลทำให้หารายได้ไม่ได้ ดังนั้นถ้าพิจารณาจาก “สติหา” แล้วพบว่า พึ่งพิงจาก Active Income เป็นหลัก
ดังนั้น ยิ่งจำเป็นต้องรู้จักเก็บเงินเพื่อเตรียมไว้ใช้สำรองยามฉุกเฉิน (Cash Reserves) เช่น ควรมีเงินเก็บไว้ใช้ได้ 3-6 เท่าของรายจ่ายประจำ และเงินเก็บส่วนนี้ควรอยู่ในรูปเงินสด หรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ หลายคนคิดว่าเก็บเงินแบบนี้แหละ จะทำให้อยู่รอดจนเกษียณได้ ซึ่งไม่แน่เสมอไปนะครับ
ฟังมาจนขั้นนี้ คุณคงพอคิดออกว่า ถ้าคุณอยากมีอิสระไปทำอะไรในแบบที่คุณต้องการได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง กลัวรายได้ไม่พอใช้จ่าย ดังนั้นควรต้องพยายามทำให้ “Passive Income” มากกว่า “Passive Expense” ให้ได้ แต่การที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงหลักการสำคัญในขั้นต่อไป ซึ่งก็คือ...
ขั้นที่สี่.. มี “สติออม” เพราะการเก็บเงินไว้เฉยๆ คงไม่งอกเงย หรือสร้าง Passive Income ให้ได้ ดังนั้นต้องเริ่มหาทางทำให้ “สตางค์มา” ด้วยการรู้จักบริหารเงินออมทำงานแทนคุณได้ ไม่ใช่เป็นทาสหาแต่เงินตลอดชีวิต ให้เงินที่คุณอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบไว้สร้างรายได้ต่อยอดได้ในระยะยาวด้วยการเริ่มลงทุนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น ลงทุนการออมในตราสารหนี้ หุ้นกู้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมประเภทต่างๆ การออมในหุ้น
...ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน จะต้องทำความเข้าใจ เรื่อง ผลตอบแทนกับความเสี่ยง ยิ่งถ้ามีใครบอกว่าสามารถการันตีสร้างผลตอบแทนได้สูงมาก และฟังดูแล้วไม่สมเหตุสมผล ท่านต้องยิ่งพึงระวังไว้เลยว่า นั่นเสี่ยงโหด แต่ที่แน่ๆ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนเริ่มมีการวางแผนการเงินส่วนตัวในแบบข้างบนแล้ว รับรองได้ว่า “สติมี...สตางค์มา” แน่นอน







