posttoday
ข้อสังเกตบางประการ ต่อกม.รณรงค์ต้านทุจริต

ข้อสังเกตบางประการ ต่อกม.รณรงค์ต้านทุจริต

10 กรกฎาคม 2560

ช่วงนี้หน่วยงานเอกชนหรือประชาชนในหลายพื้นที่มักได้รับการเชิญจากหน่วยงานราชการให้ไปเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายต่างๆ

โดย...ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ช่วงนี้หน่วยงานเอกชนหรือประชาชนในหลายพื้นที่มักได้รับการเชิญจากหน่วยงานราชการให้ไปเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายต่างๆ อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงเร่งเสนอร่างกฎหมายให้ออกมาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เช่นเดียวกับผู้เขียนซึ่งได้รับเชิญโดยสำนักงาน ป.ป.ท. ไปร่วมรับฟังการเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายว่าด้วยการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต (ชื่อทางการคือ ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ) เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2560  (อ่านได้ที่ ilaw.or.th)

กฎหมายดังกล่าวมีที่มาจากมาตรา 63 ของ รธน.ฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้รัฐต้องให้ความรู้ประชาชนถึง “อันตราย” ของการทุจริต และจัดหามาตรการป้องกันและกำจัดปัญหานี้อย่างเข้มงวด รวมถึงให้ประชาชนมีส่วนร่วมรณรงค์ให้ความรู้และแจ้งเบาะแสทุจริต

แม้จะมีคำถามเล็กๆ ว่าเราจำเป็นต้องมีกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่นอีกฉบับหนึ่งหรือไม่ แต่เมื่อสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ลงแรงและงบประมาณจัดทำร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาแล้ว ผู้เขียนจึงขอรวบรวมข้อสังเกตสักสามเรื่องมาเผยแพร่เพื่อ “ทด” เอาไว้ให้สาธารณะได้รับรู้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวควรปรับปรุงเนื้อหาหรือต้องพึงระวังเรื่องใดในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้เป็นกฎหมายอีกฉบับที่กลายเป็นภาระแก่สาธารณะมากกว่าประโยชน์

เรื่องแรกคือเรื่องการปรับปรุงมาตรการสร้างแรงจูงใจในการแจ้งเบาะแสทุจริต ซึ่งควรจะเป็นหัวใจหลักของกฎหมายฉบับนี้ โดยการดำเนินการในอนาคตจำเป็นต้องมีเครื่องมือ หรือกลไกที่ทำให้คนอยากแจ้งเบาะแสการทุจริต ได้แก่

หนึ่ง มีการรายงานความคืบหน้าของการตรวจสอบเรื่องทุจริตที่รวดเร็วหรือถี่มากขึ้น เพื่อให้คนแจ้งเบาะแสทราบ ยกตัวอย่างเช่น หากท่านผู้อ่านแจ้งทุจริตหรือร้องเรียนเรื่องต่างๆ ไปที่ภาครัฐสักครั้งสองครั้ง แต่เห็นว่าไม่มีความคืบหน้าอย่างไร ท่านก็คงไม่อยากจะแจ้งเบาะแสอีก

และสอง ขอข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้งเบาะแสให้น้อยที่สุด อาทิ เลขบัตรประชาชน ในมุมมองของประชาชน ผู้เขียนเห็นว่า หน่วยงานตรวจสอบทุจริตน่าจะพิจารณาถึงคุณภาพเบาะแสที่ได้มากกว่าพิจารณาว่าผู้แจ้งเป็นใคร การมีเบาะแสมากขึ้นอาจจะช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบทุจริตแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดเท็จหรือมีมูล แต่หากภาครัฐต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนอันเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ ก็น่าจะมีการจัดระบบแนะนำคนทั่วไปถึงแนวทางการรวบรวมข้อมูลและการให้เบาะแสที่ชัดเจน

นอกจากนี้ เมื่อมีการรับเรื่องร้องเรียนทุจริต ก็ควรมีการเปิดเผยสถิติให้ประชาชนได้ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงให้ประชาชนรู้ว่าปัญหาทุจริตรุนแรงมากเพียงใด ในประเด็นและในพื้นที่ใดบ้าง

เรื่องที่สองคือร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ ป.ป.ท. รับรอง “เครือข่ายการต่อต้านการทุจริตภาคประชาชน” หากกฎหมายที่ออกมายังกำหนดหน้าที่นี้ให้ ป.ป.ท. จะเป็นการเพิ่มภาระงานและงบประมาณให้กับ ป.ป.ท. โดยไม่จำเป็น และอาจเป็นการลดประสิทธิภาพการตรวจสอบทุจริตลง นอกจากนี้ก็ยังเกิดคำถามว่า ป.ป.ท. จะไปตรวจสอบอย่างไรว่าประชาชนกลุ่มใดเป็น “ของแท้” หรือ “ของเทียม” ผู้เขียนจึงเห็นว่า ป.ป.ท. หรือหน่วยงานตรวจสอบทุจริตใดก็แล้วแต่ไม่ควรมีหน้าที่รับรองกลุ่มประชาชนใดๆ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องการจัดตั้งและบริหารกองทุน โดยร่างกฎหมายเสนอให้มีการจัดตั้ง “กองทุนรณรงค์ต่อต้านการทุจริต” และให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ  ผู้อ่านหลายท่านคงมีคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการมีกองทุนขึ้นมา ในเรื่องนี้อาจสืบเนื่องมาจากงานวิจัยหลายชิ้น ที่ชี้ว่าหน่วยงานตรวจสอบทุจริตมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับภาระงานการตรวจสอบทุจริต และยังต้องพึ่งพางบจากรัฐบาล อีกทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสก็เป็นงานที่ต้องให้งบประมาณสูงเนื่องจากเป็นงานที่มีความเสี่ยงต่างๆ

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ถึงแม้การรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขั้นต้องตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ นอกจากนี้ เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งหน่วยงานรัฐคงทราบดี การบริหารจัดการจึงต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเป็นกองทุนของหน่วยงานตรวจสอบทุจริตเอง จึงต้องระวังไม่ให้เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนให้หน่วยงานที่ถูกตรวจสอบอื่นๆ อ้างได้ว่า แม้แต่หน่วยงานตรวจสอบทุจริตก็ยังไม่โปร่งใสเสียเอง 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท