
ก้าวแรกแผนฯ 12 เป้าหมายที่ท้าทาย
หนึ่งในกฎหมายกว่า 400 ฉบับที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผลักดันให้ออกมาคือ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
หนึ่งในกฎหมายกว่า 400 ฉบับที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผลักดันให้ออกมาคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวออกมาเป็นที่เรียบร้อย นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลสำคัญของการมีกฎหมายฉบับนี้ว่า เพื่อเป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาว ที่จะทำให้ประชาชนและทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันที่จะเกิดการผลักดันต่อเนื่อง สามารถจัดลำดับเรื่องสำคัญๆ ที่ต้องลงมือพัฒนาระยะสั้น กลาง ยาว สอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม
การมีกฎหมายยุทธศาสตร์ชาตินี้ ถือเป็นหน้าใหม่ของการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพราะยุทธศาสตร์ชาติจะกลายมาเป็นแผนแม่บท หรือที่เรียกว่ามาสเตอร์แพลน ระยะยาว 20 ปีของประเทศ จากอดีตที่ประเทศไทยจะยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนแม่บทมาตลอด นับตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับแรกในปี 2501 ดำเนินเช่นนี้มา 60 ปี แต่นับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เป็นต้นไป จะเป็นครั้งแรกที่แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี จะขยับลงมาอยู่ในฐานะแผนปฏิบัติการ หรือแอ็กชั่นแพลน ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี
แผนฯ 12 มีจุดเกาะเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ใน 6 วาระ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
การเกาะเกี่ยวของแผนยุทธศาสตร์ชาติกับแผนฯ 12 ดังกล่าว จะทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับมามีบทบาทอีกครั้ง หลังจากถูกลดความสำคัญลงในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเน้นให้ความสำคัญกับนโยบายที่หาเสียงไว้ และส่วนใหญ่เป็นนโยบายประชานิยม ที่แทบไม่มีนโยบายที่เป็นเรื่องระยะยาวเพื่อสร้างศักยภาพของประเทศ โดยเมื่อแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายแล้ว หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปพิจารณาผลการเดินตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ผ่านๆ มา แต่ละฉบับต่างก็ต้องเผชิญกับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วก็กระทบต่อเป้าหมายภายใต้แผนทั้งสิ้น โดยเฉพาะฉบับที่ 11 ปี 2555-2559 ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะช่วงต้นแผนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ระยะต่อมาการเมืองในประเทศก็มีปัญหาเกิดการประท้วงหลายครั้ง จนนำไปสู่การยึดอำนาจในช่วงกลางปี 2557 ขณะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง ราคาน้ำมันตกต่ำฉุดราคาสินค้าเกษตร ทำให้การส่งออกติดลบต่อเนื่องหลายปี
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนฯ 11 ว่า ใน 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจสามารถเติบโตเฉลี่ยในอัตรา 3.41% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักคือการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นการเติบโตที่ยังต่ำกว่าศักยภาพของประเทศที่น่าจะเติบโตได้ประมาณ 5%
โดยเฉพาะจีดีพีสาขาเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 15.8% ของจีดีพีรวม ในปี 2555 เป็น 13.5% ในปี 2558 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ไม่ต่ำกว่า 16% แต่ส่วนที่มีการขยายตัวต่อเนื่องคือภาคบริการจาก 60.35% ของจีดีพี ในปี 2555 เป็น 64.24% ในปี 2559 ส่วนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 0.37% ต่อจีดีพีในปี 2554 เป็น 0.62% ในปี 2558 ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องไม่น้อยกว่า 1% ของจีดีพี
ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับตัวดีมาอยู่ที่อันดับที่ 28 ในปี 2559 จากอันดับที่ 30 ในปี 2558 ซึ่งยังคงไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 16 ขณะที่อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกนั้นไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำลงจากอันดับที่ 19 จาก 183 เขตเศรษฐกิจในปี 2554 มาเป็นอันดับที่ 49 จาก 189 เขตเศรษฐกิจอยู่ในอันดับที่ 9 ของเอเชียและอันดับที่ 3 ของอาเซียนในปี 2559
จากข้อมูลผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนฯ 11 แสดงให้เห็นหลายประเด็นที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย หลายส่วนถดถอยลงต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจที่ยังคงพึ่งพิงการส่งออกสูง ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ปัจจัยในประเทศไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ การเร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะทุนมนุษย์ ปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่การใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อนำประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง เศรษฐกิจอยู่บนฐานของนวัตกรรม การเตรียมความพร้อมรับกับสังคมสูงอายุ
แม้ล่าสุดเลขาธิการ สศช. จะแสดงความมั่นใจว่า ช่วง 5 ปีของแผนฯ 12 เศรษฐกิจจะเติบโตได้สูงกว่าแผนฯ 11 แน่นอน เพราะปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ได้ผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพการเมืองในประเทศ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็เริ่มดี ฟื้นตัวมาสนับสนุนการส่งออก และการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วจะทยอยลงทุนต่อเนื่อง แต่เมื่อดูเป้าหมายตามแผนฯ 12 ซึ่งเป็น 5 ปีแรกของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีเป้าหมายว่าเมื่อสิ้นปี 2579 แล้วประเทศไทยจะต้องขยับไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ ดูจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอยู่ไม่น้อย แม้สถานการณ์ต่างประเทศจะเริ่มดีขึ้น แต่ในประเทศนั้นก็ยังต้องจับตาการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2561-2562 ด้วย
สำหรับแผนฯ 12 ประกอบด้วย 10 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.สร้างคนไทยในศตวรรษที่ 21 2.สร้างความเป็นธรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 3.เศรษฐกิจเข้มแข็งและแข่งขันได้ 4.ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม 5.เสริมสร้างความมั่นคงเพื่อการพัฒนาประเทศ 6.รัฐบาลกะทัดรัด โปร่งใส เข้าถึงได้ 7.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันลดความเหลื่อมล้ำ 8.พัฒนา นวัตกรรม วัฒนธรรมภูมิปัญญายกระดับศักยภาพประเทศ 9.พัฒนาศักยภาพ ภาคและเชิงพื้นที่ และ 10.ใช้จุดเด่นและเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา
ทั้งนี้ ภายใต้ 10 ยุทธศาสตร์ มีเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในแผนฯ 12 เฉลี่ยอยู่ที่ 5% ซึ่งปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนคาดว่าจะเติบโต 3.5% รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปัจจุบัน 6,400 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี เป็น 8,200 ดอลลาร์/คน/ปี อันดับความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ (CPI) ขยับขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 2 ของอาเซียน จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียตามลำดับ การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาต้องเพิ่มขึ้นไปอยู่ถึง 1.5% ของจีดีพีจากปัจจุบัน 0.64%
นอกจากนี้ แผนยังมีเป้าหมายที่จะให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายในประเทศที่สมบูรณ์และเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจต้องขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับ 1 ใน 25 อันดับแรก ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมใหม่บนฐานนวัตกรรม เกษตรกรต้องเป็นเกษตรสมัยใหม่ สร้างเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อลดการกระจุกตัวของการเติบโตจากบริษัทขนาดใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างคนไทยสายพันธุ์ใหม่ ที่มีหลากหลายทักษะ พูดได้หลายภาษา รู้จักการใช้ดิจิทัล แต่จิตสาธารณะยึดประโยชน์ส่วนรวม และผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้
เป้าหมายของแผนฯ 12 ข้างต้นถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย หลายเรื่องอาจดูเป็นไปได้ยากที่จะบรรลุได้ภายใน 5 ปี แต่อย่างน้อยก็เป็นเส้นทางที่ชัดเจนขึ้นสำหรับการเดินไปข้างหน้าของประเทศไทย หลังจากที่ประเทศหยุดการพัฒนามาหลายปี







