
เมียนมาปลดล็อกลงทุน
[email protected]นับจากเมียนมาเปิดประเทศสู่โลกการค้าทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเกือบทั่วทุกมุมโลกต่างพุ่งให้ความสนใจในตลาดใหม่แห่งนี้ ด้วยมองเห็นโอกาสและช่องทางการค้าการธุรกิจ ที่จะยังมีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจไทยหลายกลุ่มโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่หันมามองตลาดเมียนมาด้วยเช่นกัน ที่อาศัยความใกล้ชิดด้านวัฒนธรรม และเขตแดนภูมิประเทศที่อยู่ใกล้กันที่เอื้อต่อต้นทุนในการขนส่งและกระจายสินค้า
นับจากเมียนมาเปิดประเทศสู่โลกการค้าทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเกือบทั่วทุกมุมโลกต่างพุ่งให้ความสนใจในตลาดใหม่แห่งนี้ ด้วยมองเห็นโอกาสและช่องทางการค้าการธุรกิจ ที่จะยังมีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจไทยหลายกลุ่มโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่หันมามองตลาดเมียนมาด้วยเช่นกัน ที่อาศัยความใกล้ชิดด้านวัฒนธรรม และเขตแดนภูมิประเทศที่อยู่ใกล้กันที่เอื้อต่อต้นทุนในการขนส่งและกระจายสินค้า
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจเมียนมา เติบโตอย่างก้าวกระโดดราว 8% ต่อปี นับตั้งแต่มี การเปิดประเทศในปี 2555 โดยรัฐบาลชูนโยบายส่งเสริมการลงทุนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ เมียนมา กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ด้วยโอกาสการลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และตลาดภายในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี
อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง 88% จากปี 2555-2558 อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ถึง 30% ทำให้จีดีพีชะลอตัวที่ 6.3% เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูนโยบายรัฐบาล และการแก้ไขกฎหมายการลงทุนเมียนมาฉบับใหม่ หรือ Myanmar Investment Law 2016 (MIL 2016)
กฎหมายการลงทุนเมียนมา (MIL 2016) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา แทนที่กฎหมายการลงทุนเดิม คือ Foreign Investment Law 2012 และ Myanmar Citizen Investment Law 2013 ผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความเห็นว่ากฎหมายการลงทุนเดิมทั้งสองฉบับเต็มไปด้วยจุดอ่อน และคำอธิบายทางกฎหมายที่คลุมเครือ ทำให้การส่งเสริมการลงทุนในเมียนมาไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ทั้งยังก่อให้เกิดประเด็นคำถามเรื่องความไม่เท่าเทียมกันระหว่างนักลงทุนเมียนมาและชาวต่างชาติ ดังนั้น จึงมีการปรับปรุงกฎหมายและกฎการลงทุนขึ้นมาใหม่โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก ได้แก่ 1.ลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตการลงทุน 2.ทำให้ข้อกำหนดและกฎระเบียบมีความชัดเจนมากขึ้น 3.แก้ไขสิทธิประโยชน์การลงทุนให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 4.ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามหลักการลงทุนสากลเพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างนักลงทุนต่างชาติและในประเทศ
สำหรับการลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตการลงทุน จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลาสำหรับนักลงทุน พร้อมทั้งช่วยลดการสูญเสียรายได้ของรัฐบาล และทำให้สิทธิประโยชน์การลงทุนจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ ลดการผูกขาดอำนาจ และแก้ปัญหาความล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตจากคณะกรรมาธิการส่งเสริม การลงทุนแห่งเมียนมา (Myanmar Investment Committee : MIC)
ทั้งนี้ ตามกฎหมายฉบับใหม่นั้นแบ่งการอนุมัติออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.ใบอนุญาต (MIC Permit) สำหรับการลงทุน 5 ประเภท ซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องมีการส่งคำเสนอ (Proposal) และได้รับการอนุมัติจาก MIC เท่านั้น และ 2.ใบรับรอง (Endorsement) สำหรับการลงทุนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการลงทุน 5 ประเภทข้างต้น
อีไอซี มองว่ากฎหมายการลงทุนฉบับใหม่เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนในหลายด้าน แต่ยังคงมีกฎบางข้อที่ควรปรับปรุงการยกเว้นภาษีภายใต้เงื่อนไขการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และพื้นที่เพื่อการพัฒนา ทำให้นักลงทุนสามารถรับการยกเว้นภาษีสูงสุดถึง 7 ปี และทำให้การลงทุนไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งลดการสูญเสียรายได้ภาษีของรัฐจากการลดหย่อนภาษีรูปแบบเก่า
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดบางข้อควรได้รับการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในพื้นที่มากกว่า 1 โซน ที่ไม่ได้ถูกพิจารณาให้รับ สิทธิประโยชน์ตามสัดส่วนการลงทุน แต่กำหนดสิทธิประโยชน์ให้เป็นไปตามการลงทุนในพื้นที่ที่มีการพัฒนามากกว่าซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่า จึงอาจทำให้การกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่ด้อยพัฒนาไม่ ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
นอกจากนี้ การให้สิทธิการใช้ที่ดินสำหรับชาว ต่างชาติยังคงเดิมที่ 50 ปี และสามารถต่อเวลาเช่า เพิ่มเติมได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ซึ่งการต่อสัญญาเช่า เพิ่มเติมนั้นอาจไม่ดึงดูดการลงทุนเพิ่มมากนัก เนื่องจาก ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาเพียง 10 ปี







